วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/15 (2)


พระอาจารย์
1/15 (25530331A)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 1/15 ช่วง 1


โยม –  แล้วมันจะรู้ว่าไม่ใช่เราคิดนะ มันคิดของมันไปเอง มันก็ไปรู้เฉย ๆ ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์  มันไม่สนใจด้วยซ้ำ ว่ามันเป็นความคิดหรือไม่คิด


โยม –  เป็นแค่อาการ อะไรอย่างนี้

พระอาจารย์ –  เป็นเหมือนลมน่ะ เหมือนลมแผ่วๆ อย่างนี้ ไม่ได้ไปสนใจด้วยว่ามันคิดเรื่องอะไรด้วยซ้ำ คิดแล้วบางทีคิดไปทั้งวัน กลับมารู้ตัวปุ๊บ มันรู้ปุ๊บ...'คิดอะไรวะ ไม่รู้เรื่อง' 

ทั้งที่คิดทั้งวันนะ คิดตลอด แต่พอรู้ก็ 'คิดอะไรนะ...จำไม่ได้' ทั้งที่คิดจนหัวแทบปรุเลยนะ แต่ว่าพอถามดูจริง ๆ นะคิดเรื่องอะไร ไม่รู้หรอก คือมันไม่ให้ความสำคัญเลย ...มันจะเป็นอย่างนั้น

เพราะงั้นไม่ใช่ว่าวางแล้วหมายความว่าทุกอย่างต้องดับหมดนะ หรือว่าไม่เกิด หรือว่าน้อยลง ...มันก็เป็นตามธรรมดาของขันธ์น่ะ รูปขันธ์เป็นธรรมดา 

เห็นมั้ย รูปขันธ์นี่เป็นทุกข์มั้ย ทุกข์ตลอดเวลานะ ...ไม่ชอบมันเหรอ ถ้ามันไม่ดีแล้วอยู่กับมันทำไม ดับมันสิ ...มันก็ไม่ดับให้น่ะ มันไม่ดับนะนี่ มันไม่ตายน่ะ 

เห็นมั้ย มันก็ยังดำเนินไปตามปกติของมัน อยากให้มันดับ หรือเราไม่เอากับมันแล้วนี่เราจะอยากให้มันดับ แต่มันไม่ดับนี่ ...รู้ว่ามันเป็นทุกข์ ก็ดับมันไม่ได้ 

เขาก็ดำเนินไปตามปกติของธาตุของขันธ์ ของธาตุสี่ ขันธ์ห้า อายตนะหก ...เป็นธรรมดา ... แต่ว่าเราไม่ไปเดือดไปร้อนกับมันต่างหาก

อย่างเป็นผู้หญิง ...ไม่พอใจ เห็นว่าเป็นผู้หญิงเป็นทุกข์ อยากเป็นผู้ชาย ... เลือกได้มั้ย บอกมันได้มั้ย มันฟังมั้ย มันเปลี่ยนให้เรามั้ย มันแก้ได้มั้ย  

เห็นมั้ย ไอ้พวกนั้นเป็นเรื่องความอยากกับความหมายมั่น  ผู้หญิงก็ผู้หญิง จบ ไม่มีความหมายมั่นว่าจะต้องให้เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร ...อย่างนี้ยอมรับตามความเป็นจริง

เขาก็ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของเขา แก่ก็แก่ ตายก็ตาย สุดท้ายเวลาตายก็มองเห็นเป็นธรรมดา ดับไปก็เป็นธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้นตกอกตกใจ หรือว่าเสียอกเสียใจ หรือว่ากังวล หรือว่าอะไรต่างๆ นานา


โยม –  พระอาจารย์คะ โยมเคยน็อกไปแบบไม่รู้สติเลย แล้วมันก็จำอะไรไม่ได้  แต่เคยตั้งใจว่าถ้าจะตาย ขอตายแบบรู้ตัว รู้ทุกขณะ มันแตกต่างกันไหมคะอย่างนี้

พระอาจารย์  แตกต่าง ... แต่ว่ามันไม่ได้รู้ได้ด้วยความอยาก  มันต้องฝึกไปอย่างนี้ รู้ไปเรื่อย ๆ รู้กายรู้จิตไปเรื่อยๆ


โยม –  ก็เวลามันช็อก มันไม่ได้บอกล่วงหน้า มันช็อกไปเลยอย่างนี้

พระอาจารย์   บอกแล้วไง ...ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเราฝึกสติสัมปชัญญะอย่างนี้ ...ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นกะทันหันขนาดไหน เวลาไหน ...มันจะรู้ บอกให้เลย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล 

มันจะรู้ของมันเอง มันไม่ไปไหนหรอก มันก็กลับมารู้ที่ขันธ์นั่นแหละ ...อาจจะเหมือนไม่ได้อะไร หรือว่าไม่ได้ทำอะไร แต่ว่าพอถึงเวลาเหตุการณ์จริงอย่างนั้นปุ๊บ ...มันจะกลับมารู้เลย  

แต่ว่ารู้แล้วมันจะวางหรือไม่วางนั่นอีกเรื่องนึง เข้าใจมั้ย ... แต่ถ้าเป็นพระอริยะ พระอรหันต์ คือ ท่านเห็นแล้วท่านวางเลย

แต่ถ้าเรารู้ ...อาจยังไม่วาง ยังติด ยังกังวล ยังหวงแหน ยังอาลัย  ยังไม่น่าตายเลย อะไรก็ตาม...อาจจะมีอารมณ์ต่อเนื่องออกมา ... มันแล้วแต่ อันนี้แล้วแต่กำลังของปัญญา
 
แต่ถ้าเป็นพระอริยะท่านกลับมารู้แล้วก็เห็นเป็นธรรมดา ...ไม่ว่าอะไร อาการไหน กลับมารู้ปุ๊บ เห็นปั๊บ ...ธรรมดา ไม่ได้ตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ ดีใจ พอใจหรือไม่พอใจอะไร 

เห็นอะไร ก็...ธรรมดา ...เป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนั้น ...เคยได้ยินใช่มั้ย มันเป็นเช่นนั้นเองเนอะ 

แต่พอเราดูปุ๊บ... "เอ๊อะ ไม่ได้เว้ย"  รู้ปุ๊บ... "เอ้ย มันน่าจะยังงี้นะ"  เห็นมั้ย นี่คือว่ามันยังข้อง มันยังคา มันยังติด มันยังหวงแหน มันยังอาลัย มันยังเสียดาย มันยังกังวล  

เพราะงั้นก็ตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ... ดูปุ๊บ มีปัญหาปั๊บ ใช่เลย...กลับมาเกิดแน่ เข้าใจมั้ย 

ถ้าดูปุ๊บหลุด ดูปุ๊บคลาย ดูปุ๊บหาย ดูปุ๊บสบาย ดูปุ๊บไม่มีปัญหา ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ ...ไม่ต้องถามเลยว่าภพท่านจะมาอยู่ไหน จะเกิดหรือไม่เกิด ไม่มีปัญหาทุกเรื่องราวหรือว่าทุกสรรพสิ่ง ไม่มีข้อแม้แม้แต่ข้อแม้เดียว 

ถ้าเรายังเอ๊อะ ยังแอ๊ะ อ๊ะ  อู๊ ฮื้อ อะไรพวกนี้...เกิดดด  ชัวร์  ตายแล้วเกิดๆ แน่นอน ...ไม่ต้องไปถาม ไม่ต้องให้อาจารย์พยากรณ์ ตัวเองพยากรณ์ได้เลย ...แต่ถ้าดูแล้วไม่มีเงื่อนไข ไม่มีปัญหา ไม่มีข้อแม้ ...จบ 

แต่ถ้าจิตตั้งข้อแม้ ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา แปลว่ามันยังมีความหมายมั่น...ในภพ  คือมันคิดว่าน่าจะมีเวทนาอย่างนั้น อารมณ์นั้นๆ ที่ดีกว่า...ให้เลือก ...แล้วมันยังเลือก เข้าใจมั้ย

นี่คือข้อง ...ยังทะยานไปในภพ ยังทะยานอยู่ในภพอยู่ ยังไม่เห็นตามความเป็นจริงจนถึงที่สุดว่า จนสุดท้ายที่สุดไอ้ที่ว่าดีกว่าอารมณ์ตรงนี้ เวทนานี้ ...สุดท้ายแล้วมันก็ดับไป 

เข้าใจไหม คือมันไม่เห็นตรงนี้ว่า...ถึงจะหาใหม่ ไอ้ที่ได้มาใหม่มันก็ดับไปเป็นธรรมดา ...แต่มันคิดว่าไอ้นี่ไม่ดี จะทำให้มันดับแล้วไปเอาอันใหม่อันที่ดีกว่า...เพื่อจะไปเสวย  

นี่เรียกว่า...ไม่รู้  ด้วยความไม่รู้...จิตจึงเข้าไปก่อภพ ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นภพเป็นชาติ  ถ้ามีภพขึ้นแล้วเข้าไปกระทำให้เกิดขึ้นมาเรียกว่าชาติ ...มีชาติเกิดแล้ว 

เมื่อมีชาติเมื่อไหร่ โศกะ ปริเทวะ สุข ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บไข้ได้ป่วย...เป็นธรรมดา ตาย...เป็นธรรมดา นี่ มีแต่ทุกข์กับทุกข์ ...แต่พวกเราก็คิดว่าสุข

เพราะมันไม่มีใครแสวงหาทุกข์หรอก เข้าใจมั้ย  แต่ว่าจิตมันจะหลอก ...ว่ามันเป็นสุข ...แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏหรือที่เกิด ท่านเรียกว่า...ทุกข์


โยม –  แต่คนเราทำทุกอย่างเพื่อจะสุข

พระอาจารย์ –  มันคิดเอาว่าเป็นสุข ... แต่ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าที่มันเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ...เพราะอะไร ...เพราะมันไม่เที่ยง เข้าใจมั้ย  อาการของทุกข์ ความเป็นจริงของทุกข์นี่คือความไม่เที่ยง มันจึงเรียกว่าทุกข์  

สุขก็ไม่เที่ยงใช่ไหม ...เพราะงั้นสุขนี่ ก็คือทุกข์อันหนึ่ง เพราะมันไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้ ควบคุมไม่ได้อย่างนี้  นี่คืออาการของทุกข์ ...แต่คนจะติดเห็นแค่ว่ามันเป็นสุขเวทนา 

แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าอาการนี่คือทุกข์ ...เพราะมันคงอยู่ไม่ได้ มันไม่เสถียร มันไม่มั่นคง มันไม่สามารถเรียกมาได้ตลอดเวลา ว่าเป็นของเราหรือของใคร หรือว่าเอามาให้กันได้ อย่างนี้ 

แล้วมันไม่ได้เป็นตัวเป็นตนอะไร  อย่างว่า เอ้า...สุข จับไว้เลย อย่างนี้  มันไม่ใช่อย่างนี้นะ ...มันจับต้องไม่ได้ มันไม่มีตัวมีตน มันไม่มีความเสถียรภาพในตัวของมันเลย

มันอยู่ที่เหตุปัจจัย...ของเหตุและปัจจัย จึงจะเกิดอาการหรือเวทนานั้นๆ ขึ้นมา ...แล้วก็เกิดแค่ขณะเดียวเอง ชั่วขณะ ชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว  

แต่เราไม่เห็นความประเดี๋ยวประด๋าว...เราติดใจ มันมีความติดใจ มันมีความตรึงใจ ...มันมีความกำหนัด  เคยได้ยินคำนี้ไหม ...มันกำหนัด มันย้อมจิต 

เวทนาพวกนี้มันจะมาย้อมใจเราให้เกิดความคลอเคลีย ไม่ปล่อยไม่วาง ไปแนบแน่น อิ่มเอิบ กำหนัดในอารมณ์ เวทนานั้นๆ ...ตรงนี้แหละที่มันเลิกละได้ยาก 

เพราะมันเคยเสพมา ใช่มั้ย มันมีความย้อมใจ มันติด มันข้อง ...ไอ้ความติดความข้องนี่มันเลยไปเบี่ยงเบนความเห็นที่ว่ามันไม่จีรัง มันไม่คงอยู่ มันไม่ถาวร    

ความไม่รู้...มันจะหลอก มันจะหลอกให้หาอารมณ์ใหม่มาทดแทนอยู่ตลอด หาภพมาทดแทนตลอด หนีภพปัจจุบันตลอด ...ภพปัจจุบันมันไม่ค่อยชอบเสวย 

พอไม่มีอะไร ก็ว่าจะโง่บ้าง จะไม่มีปัญญาบ้าง พอไม่รู้อะไรก็ว่ามันจะไปไหนไม่ได้บ้าง เห็นมั้ย อย่างนี้  แม้แต่การปฏิบัติธรรมน่ะ มันยังแสวงหาภพใหม่เลย 

จะให้จิตรู้อะไรที่ดีกว่านี้ ให้จิตเห็นอะไรที่ดีกว่านี้ ที่มันดูเป็นธรรมมากกว่านี้ ...เลือก เห็นมั้ย มีการเลือก มีข้อแม้ใช่มั้ย มีเงื่อนไขใช่มั้ย  เนี่ย ตายปุ๊บเกิด...จบ  แค่นั้นเอง   

แต่ถ้าไม่มีข้อแม้ ไม่มีปัญหา ไม่มีเงื่อนไข ...อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ยังไงยังงั้น  มากก็มาก น้อยก็น้อย ไม่มีก็ไม่มี ...คือว่ากันตรงๆ ซื่อๆ น่ะ ไม่มีว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้

ไม่มีการคะเนเอา ไม่มีการประเมิน ไม่มีการประมาณ ไม่มีว่าความน่าจะเป็น ...คือเอาว่าเดี๋ยวนี้ ยังไงยังงั้น เท่าที่มีเท่าที่เป็น แค่นั้นเอง ...แล้วจะตรงที่สุด แล้วจะไวที่สุดแล้ว 

ไม่ใช่มานั่งแสวงหาว่าทำจิตให้เป็นยังไงยังงั้น  หรือว่าให้จิตมันต้องไปรู้อย่างนั้นรู้อย่างนี้  อันนั้นมันเป็นแค่มายาหนึ่งของจิตเท่านั้น หรือว่าความปรุงแต่ง หรือว่าเป็นภพลอยๆ ที่ยังจับต้องอะไรไม่ได้
 
เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมทำไมถึงจึงทุกข์ล่ะ  เนี่ย มันไปอยู่กับภพลอยๆ ความเห็นลอยๆ ที่คาดแล้วก็... "ทำไมไม่ได้สักทีวะ ทำไมไม่ไปสักทีวะ ทำไมมันไม่เห็นอย่างนั้นสักที" เนี่ย ทุกข์ ยิ่งทำยิ่งทุกข์ 

เพราะมันทำไม่ถูกที่น่ะ ...ท่านให้อยู่ตรงนี้เดี๋ยวนี้ แต่เดินจงกรมกันนี่ ไปอยู่กับสภาวะไหนก็ไม่รู้  อย่างนี้ ...นี่มันมีจิตลึกๆ ที่ปรารถนาจะให้เกิดอะไรขึ้นมา หรือให้เห็นอะไรขึ้นมา 

แล้วพอเห็นอะไรขึ้นมาก็วี๊ดว้ายกระตู้วู้ ดีอกดีใจ ตื่นเต้น "อุ๊ย ได้ดังคาดเลย เราปฏิบัติได้ผลจริงๆ"


โยม –  เขาพูดกันมาเยอะไงคะ อยากทดลองดู

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นมันก็ว่าการปฏิบัติมันต้องได้ผล พอได้ผลปุ๊บนี่ ...เหมือนหมางับกระดูกเลย ปั๊บ “ของกู ใช่เลย  ทำมา เราทำ ใช่เลย ได้ผลแล้ว”  

แต่ถ้าเดินแบบ ลอยๆ แล้วไม่มีอะไร กำหนดแล้วก็รู้สึกซึมๆ เซื่องๆ งง ๆ พอเลิกปุ๊บ “วันนี้ไม่ได้ผลเลย” ... นี่ เห็นมั้ย มันมีความปรารถนา...ใช่มั้ย ลึกๆ น่ะ ดูให้ดี สังเกตดู 

แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจทำ เห็นมั้ย นั่งธรรมดานี่ รู้อยู่อย่างนี้ สบายกว่า ไม่ต้องไปอะไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ดูเห็นอะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ไม่ต้องหนีมัน อย่างนี้ ...เพราะรูปขันธ์มันมีอยู่แล้วตามความเป็นจริง 

เราไม่ต้องไปสร้างมัน หรือสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมา ไปจำลองเพื่อให้เกิดสภาวะจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้จิตเห็นอะไรขึ้นมา ...มันไม่ต้องไปคาดคั้นสภาวธรรม พูดงั้นเหอะ

เพราะฉะนั้นสภาวะธาตุ สภาวธรรม มันมีปรากฏตามความเป็นจริงทุกขณะ ทุกเวลา ทุกกาลเวลาสถานที่อยู่แล้ว ...ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่พูดว่า "อกาลิโก" หรอก  

อกาลิโก แปลว่าไม่ขึ้นด้วยกาลเวลา สถานที่ และบุคคลเลยนะ ...แล้วทำไมจะต้องปรากฏธรรมเฉพาะตอนเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือต้องอยู่คนเดียวล่ะ เข้าใจมั้ย 

พวกเราถูกปลูกฝังมาด้วยความรู้ความเห็นว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ซะก่อน ถึงจะเห็นธรรม รู้ธรรม ถึงจะฉลาด ถึงจะเกิดปัญญา แล้วก็เชื่อ...เชื่อหมดแหละ


โยม –  พระอาจารย์คะ สมมุติคนที่เขาทำใหม่ๆ ถ้าเขายังไม่ได้กล่อมเกลาเรื่อง...อย่างเช่น ต้องรักษาศีลอย่างนี้ ให้มันเกิดความดีพร้อมในร่างกาย มันก็วอกแวก มันก็ไม่ตั้งมั่น ควรจะให้เขาทำไหม

พระอาจารย์  ก็ได้ ก็ให้เขาทำไป เราก็ไม่แนะนำให้ไปไล่ตีหัวคน หรือว่าไปเบียดเบียนคนหรอก ... ทำไปเหอะ แล้วพอรู้ไป ฝึกไปทำไป แล้วจะรู้ว่าอะไรที่มันเป็นส่วนเกิน 

แค่ตั้งจิตไว้ ปรารถนาไว้ วิรัติไว้ก็เกินแล้ว ...แต่ตอนนี้มันยังไม่รู้สึกว่าเกิน มันรู้สึกว่าขาดอย่างเดียวแหละ นักปฏิบัตินะ ไอ้นั่นก็ขาด ไอ้นี่ก็ไม่พอ ไอ้นั่นก็ยังน้อย ไอ้นี่ก็ต้องอย่างนั้น มีแต่ขาด

แต่เราบอกเลย ไอ้ที่ขาดน่ะคือเกิน ...คือมันคิดเกิน ตั้งไว้เกิน มันเลยซับซ้อน มันเลยกลายเป็นของยาก  การปฏิบัติเลยเหมือนกับการเข็นช้างขึ้นภูเขาอย่างนี้ เข้าใจมั้ย เพราะเราไปตั้งไว้เกินน่ะ ตั้งไว้เกินๆ

เอาง่าย ๆ ก่อน  ดูง่ายๆ รู้ง่ายๆ รู้เบาๆ รู้สบายๆ รู้แบบไม่เครียด รู้แบบไม่เกร็ง รู้แบบง่ายๆ ธรรมดา ... ธรรมก็แปลว่าธรรมดา ธรรมก็คือว่าธรรมชาติ ธรรมก็แปลว่าปกติ 

นี่คือคำเดียวกันหมดแหละ ความหมายเดียวกันหมด จะเอาความหมายของธรรมยังไงล่ะ  หรือว่าแปลว่าความทรงอยู่ แปลว่าปกติ แปลว่าธรรมดา แปลว่า ธรรมชาติที่มีอยู่  นี่คือธรรม เข้าใจมั้ย

ไม่ใช่ว่าอยู่ในบาลี อยู่ในพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แล้วอย่างนั้นคือธรรม จะเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องไปนั่งแปลไล่หาความหมายของศัพท์แสงนี้ บาลีนั้น ประโยคนี้  

แต่ถ้าธรรมในความหมายของความเป็นจริงนี่คือ...ปกติ ธรรมดา ธรรมชาติ สิ่งที่มีอยู่ตามความเป็นจริงแค่นี้เอง ...เพราะฉะนั้นเรากิน นอน เสพอยู่กับธรรมตลอดเวลา

แต่เราหนีธรรมตลอดเวลาเราปฏิเสธธรรมตลอดเวลา ไม่ยอมรับธรรมที่มีอยู่ตลอดเวลา ...แล้วจะไปหาธรรม...ที่ใหม่กว่า ดีกว่านี้ ตลอดเวลา 

อย่างนี้ เขาเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจรึยัง ความเห็นที่ผิด ความเห็นที่ไม่ตรง มันจึงเกิดทุกข์ซ้ำซากๆ

เพราะมันเห็นทุกอย่างผิดจากธรรมดา ...เห็นของธรรมดาเป็นของไม่ธรรมดา ทำสิ่งที่มันธรรมดาให้มันเป็นสิ่งที่ผิดธรรมดา มันจึงเกิดทุกข์ซ้ำซากด้วยความไม่รู้ แค่นั้นเอง

กลับมายอมรับง่ายๆ ปุ๊บ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ...ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม เขาว่าอย่างนั้น เขาว่าอย่างนี้  สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นน่ะมันเป็นธรรมดา ...ก็อยู่แค่รู้ไป  

รู้เฉยๆ ไม่ต้องไปหือ ไม่ต้องไปอือ ไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับมัน ไม่ต้องไปดีอกดีใจกับมันอย่างนี้ เขาเรียกว่ารู้เฉยๆ 

รู้แบบไม่ต้องคาดคั้น รู้แบบไม่ต้องเลือก รู้แบบไม่ว่ามันจะต้องเป็นยังไงหรือไม่เป็นยังไง ..เรียกว่ารู้เฉยๆ เรียกว่ารู้ธรรมดา เรียกว่ารู้แบบเป็นกลาง เรียกว่ารู้ในองค์มรรค เรียกว่ารู้ในมัชฌิมาปฏิปทา


(ต่อแทร็ก 1/15  ช่วง 3) 



วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/15 (1)



พระอาจารย์
1/15 (25530331A)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้ยาวมาก จึงขอแบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความเลยนะคะ)

พระอาจารย์ –  มันจะเห็นในอาการต่อเนื่อง...เห็น  เพราะนั้นมันเป็นตัวที่ว่าฝึกให้เกิดสัมปชัญญะ 

เมื่อสัมปชัญญะมันเริ่มขึ้น มากขึ้น แกร่งกล้าขึ้นปุ๊บ พอดูใจปุ๊บ ต่อไปมันจะรู้และเห็น...รู้และเห็น ...ไม่มีอะไรก็จะเห็นความไม่มีอะไร ตลอด เห็นต่อเนื่อง...เห็น 

ไม่งั้นเราก็ต้องมาหมั่นระลึกรู้ ระลึกรู้ ระลึกรู้แล้วก็หาย ระลึกรู้แล้วก็หาย  มันจะขาด ..หาย แล้วก็ลอยไปอย่างนี้  เนี่ย มันจะลอย จะเผลอ จะเพลิน จะหาย ...อันนี้คือปัญหาของคนปฏิบัติ นะ

เพราะงั้นพอเผลอ เพลินปุ๊บ เราก็หาวิธีการที่จะทำมันขึ้นมา ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิบ้าง เพื่อให้มันเป็นรูปแบบที่สามารถทำให้ต่อเนื่อง เข้าใจมั้ย

แต่ถ้าเข้าใจแล้วนี่...ก็เอาสติสัมปชัญญะมาตั้งไว้อยู่กับกายก็ได้ ...เพราะกายมันจะมีตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสร้างกายขึ้นมาใหม่เพื่อให้เห็นน่ะ 

มันกลับมาตอนไหนมันก็เห็น กายมันมีอยู่ตลอดเวลา ...ไม่ต้องไปสร้างอาการของกายขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ นะ

จนมันเต็มรอบหรือว่าแข็งแกร่งดีแล้ว มันก็รู้ตรง ๆ ที่ใจได้ รู้ตรงๆ ที่จิตได้ ...มันอยู่ได้ เห็นได้ เห็นได้ต่อเนื่อง เห็นได้เป็นเวลานาน เห็นได้

เพราะงั้นสตินี่ วันนึงอาจได้รู้สักสิบครั้งยี่สิบครั้ง ไม่มีปัญหา ขอให้มันเห็นตลอดทั้งวันเถอะ เข้าใจไหม 

เพราะนั้นไอ้การระลึกรู้น่ะไม่สำคัญเท่ากับการที่เห็นอยู่ตลอดทั้งวันหรอก เข้าใจมั้ย นี่มันเห็นเป็นช่วง และระหว่างที่เห็นนี่มันจะไม่รู้ มันจะไม่มีความรู้ชัด แต่มันเห็น...เข้าใจมั้ย

มันรู้อยู่แล้ว มันมีการเห็นอยู่ อาการจะหนักไปทางเห็น ว่ามันอะไรตั้งอยู่ หรือไม่มีอะไร หรือว่าทางกายทำอะไรอยู่ ได้ยินอะไร มันมีอาการเห็น 

เพราะงั้นรู้อาจจะไม่รู้มาก แต่ว่าเห็นได้ตลอดเวลานี่ไม่มีปัญหา ...ตรงนี้เรียกว่ามีทั้งสติและสัมปชัญญะ

ไม่ใช่เอาแต่ว่าต้องรู้บ่อยๆๆ มันไปทิ้งตัวสัมปชัญญะซะ ขาดอาการเห็น  เมื่อรู้มาก ๆ แล้วพอไม่รู้เข้าก็เริ่มเครียดแล้ว กังวล หาวิธีแก้แล้ว ...นี่ ให้เข้าใจๆ

แล้วโยมนี่ล่ะ ...สงสัยอะไรหรือเปล่า เข้าใจมั้ย


โยม   ก็พอเข้าใจค่ะ เพราะเมื่อเช้านี้เดิน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถูก แต่ตอนนี้รู้เข้าใจขึ้น

พระอาจารย์  ตอนไหนก็รู้ได้ ใช่มั้ย ตอนนี้ก็รู้ได้ ...รู้กายก็ได้ใช่มั้ย  อือ กำลังนั่ง กำลังพูด กำลังฟัง กำลังทำอะไรอยู่ รู้...ตรงนี้พอแล้ว

เพราะนั้นว่าการปฏิบัติจริงๆ น่ะ ไม่ได้ทำอะไรขึ้นมาใหม่เลย แต่เป็นการที่ว่ากลับมาดูที่มันมี ที่มันเป็น ...เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งใจดูมันก็มี กายก็มี จิตก็มี อาการ อารมณ์มันมีตลอดเวลาอยู่แล้ว

เพราะนั้นถ้าเราไปตั้งใจปฏิบัติ พอเริ่มจะปฏิบัติ ตั้งใจปุ๊บ มันจะพยายามหาอะไรขึ้นมากำหนดให้รู้เลย อย่างนี้ไม่ตรงแล้วนะ มันเริ่มไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้วนะ 

แต่ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นความเป็นจริงของกายกับจิตตรงๆ เลย ซึ่งมันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่ทุกขณะจิตอยู่แล้ว ทุกเวลาอยู่แล้ว...ธรรมตามความเป็นจริงน่ะ 

เราไม่ต้องหาอะไรขึ้นมาใหม่หรอก ...ส่วนมากพอเริ่มปฏิบัติปุ๊บ ไม่สงบก็ไปทำให้สงบอย่างนี้ ไปสร้างสภาวะขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่ว่าก็คือไม่ยอมรู้กับสภาวะที่มันไม่สงบ

จริงๆ น่ะ มันไม่ต้องทำอะไรหรอก ก็รู้ว่าไม่สงบ...ก็พอแล้ว  ก็รู้ว่าตอนนี้มันกำลังไม่สงบ แล้วก็ไม่ต้องไปอยากทำให้มันสงบ เห็นมั้ย แค่ทำให้สงบนี่ต้องอาศัยความอยากแล้วนะ 

ถ้าไม่อยากมันไม่นั่ง ถ้าไม่อยากมันไม่เดินจงกรม มันมีความอยากอยู่นะเป็นตัวผลักดัน แล้ว "อยาก" นี่ ท่านเรียกว่าเป็นอะไร...เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ใช่รึเปล่า  

พระพุทธเจ้าท่านให้ละเลยนะนั่นน่ะ ...แต่พวกเราชอบทำตามความอยาก อยากให้มันเป็นยังไง อยากให้เห็นธรรม อยากให้เข้าใจ อยากให้จิตดี อยากให้เกิดปัญญา เห็นมั้ย ทำไปตามความอยากนะนั่นน่ะ

มันหนี แล้วพยายามหนีธรรมตามความเป็นจริง...คือเดี๋ยวนี้  จะหนีเดี๋ยวนี้ จะไปเอาข้างหน้า จะไปเอาอารมณ์ข้างหน้า ไปตายเอาดาบหน้า ทำเพื่อตายดาบหน้าแล้วจะดีกว่า  

แต่ไอ้ตอนนี้ไม่ดู ดูแล้วมันธรรมดา มันไม่มีอะไร ไม่เข้าใจอะไรเลย แย่มาก ไม่ดี สภาวะอย่างนี้ไม่ดี ...นี่อย่างนี้...หนี พยายามหนี ...พระพุทธเจ้าไม่ให้หนี แต่ให้เห็น...ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน 

ซึ่งมันจริงหมด ...จะพอใจกับมันก็ตาม ไม่พอใจกับมันก็ตาม จะว่ามันดีก็ตาม จะว่ามันไม่ดีก็ตาม  ท่านบอกอันนี้...จริง ท่านให้เห็น ให้รู้ตามความเป็นจริง

เพราะอะไร ...เพราะเดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ๆ มันเป็นอย่างนี้ แป๊บเดียว อย่างมากก็วัน อย่างมากก็ปี ช่างมัน ดูเข้าไป อย่าไปกลัว  

ถ้ามันฟุ้งซ่านมากก็บอกมัน อยู่จนตายก็จะดูจนตาย มันไม่เปลี่ยนก็จะดูจนตาย ตายใหม่เกิดใหม่ก็จะดูอีก ...มันไม่มีอะไรหรอกจะมาเถียงพระพุทธเจ้าได้ ใช่รึเปล่า

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เราน่ะเถียง...เถียงจัง จะทำให้มันเที่ยง จะทำความสงบให้เที่ยง จะทำให้สภาวะอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา

ปฏิบัติไปปฏิบัติมาแทนที่จะเชื่อพระพุทธเจ้ากลับเถียงพระพุทธเจ้า เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก พยายามจะแก้จิตอยู่นั่นแหละ พยายามจะทำให้จิตเป็นอย่างนั้น พยายามทำให้จิตเป็นอย่างนี้ 

แล้วจะต้องให้มันเห็นอย่างนั้น มันไม่เห็นอย่างนั้น ต้องให้เห็นอย่างนี้ ...ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า จิตบังคับได้รึเปล่า มันเป็นของเรารึเปล่า มันมีตัวมีตนรึเปล่า มันเป็นอนัตตาใช่มั้ย  

แต่เราไปพยายามทำให้มันเป็นอัตตาซะอย่างนั้น...อย่างที่เราต้องการ อย่างที่เราต้องเข้าใจ ไม่เข้าใจกับมันก็ต้องเข้าใจกับมันให้ได้ อย่างนี้

ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ งงคืองง ไม่รู้คือไม่รู้ โง่คือโง่ ไม่รู้อะไรก็ไม่รู้อะไร ก็รู้ว่าไม่รู้อะไร ใครเขาจะบอกว่าโง่ก็เรื่องของเขา ก็มันไม่รู้นี่หว่า ... ไม่ต้องไปทำให้มันรู้อะไร เข้าใจมั้ย อย่าไปกลัวโง่ โง่เข้าไว้แหละดี 

อ้ที่รู้น่ะมันไม่ดี ...เพราะว่ามันรู้ไปตามบัญญัติและสมมุติ มันไม่ได้รู้จริงหรอก มันรู้แบบคาดค้นด้นเดา คะเนเอา ประเมินเอา ประมาณเอาจากสัญญา จากความจำได้ จากที่เคยได้ยินได้ฟังมา จากที่คิดมา แค่นั้นเอง

ในความเป็นจริงมันไม่มีอะไรหรอก ไม่จำเป็นจะต้องไปรู้อะไรด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร มันไม่มีชื่อหรอก ...โกรธ โลภ หลง ก็ยังไม่มีชื่อเลย เห็นมั้ย มันเป็นแค่อาการ...อาการหนึ่งเท่านั้นที่ปรากฏขึ้น

พระพุทธเจ้าท่านอนุมานให้ได้ด้วยบัญญัติสมมุติ แค่ว่ามันเป็นอาการ ท่านยังไม่อยากจะบอกด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ไม่จำเป็นจะต้องรู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ชื่ออะไร ...แต่ให้รู้ว่าอาการนี้ปรากฏ

ดูจริงๆ นะ ถ้าสติที่เป็นกลางจริงนะ จะรู้แค่ว่ามันเป็นแค่อาการ ตรงนั้นถึงเรียกว่ามันสักแต่ว่าอาการหนึ่งที่เกิดขึ้น 

ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามาก ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าน้อย ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าดี ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าไม่ดี ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าถูก ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าผิด ...ไอ้คนที่บอกเนี่ย ไอ้ตัวนั้นแหละผิด ใคร...ใครบอกๆ


โยม –  ตัวเราแหละค่ะ บอกเอง

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละคือ...ตัวเรา เข้าใจไหม “เรา” น่ะตัวปัญหาใหญ่ เข้าใจมั้ย  จิตน่ะเขาไม่มีปัญหาหรอก อาการของจิตก็ไม่มีปัญหาหรอก ...“เรา” นี่ แหละปัญหา 

เราชอบบ้าง เราไม่ชอบบ้าง เราว่าดีบ้าง เราว่าไม่ดีบ้าง เรานี่เป็นผู้ให้ค่า เห็นมั้ย ๆ เราให้ค่านั่นแหละคือเรียกว่าเราเข้าไปใส่อุปาทานกับมัน

รู้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเข้าใจว่าความเป็นจริงนี่ ที่จริงๆ เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นอะไร เขาคืออะไร ...ตรงนั้นน่ะ ถึงจะออกจากทุกข์ได้ ...ออกจากทุกข์อุปาทานนะ ไม่ได้ออกจากทุกขสัจ

เจ็บ เมื่อย ปวด ร้อน หิว กระหาย  พวกนี้ อันนี้เขาเรียกว่าทุกขสัจ เข้าใจไหม  เป็นทุกข์โดยธรรมชาติตามความเป็นจริงของขันธ์อยู่แล้ว ได้ดั่งใจมั่ง ไม่ได้ดั่งใจมั่ง อันนี้คือทุกขสัจ เข้าใจไหม 

มันเป็นอยู่แล้วเรื่องราว สถานการณ์ สิ่งที่กระทบ ...ไม่ได้คาดไว้ มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เรื่องอะไรก็ตาม พวกนี้ มันต้องเป็นทุกข์ของมันอยู่แล้ว ห้ามไม่ได้ แก้ไม่ได้

แต่ท่านว่า...ปัญญานี่คือจะออกจากทุกข์อุปาทาน ...คือปวดก็ไม่เดือดร้อน เมื่อยก็ไม่เดือดร้อน ไม่ไปบอกว่าทำไมมันถึงปวดวะ ไม่ไปทะเลาะกับขันธ์ ไม่ไปเอาชนะขันธ์อย่างนี้ 

คือออกจากความเห็นอย่างนี้ ออกมา ตัวนี้เรียกว่าอุปาทานทุกข์ ...แต่ปวดก็ปวดอยู่ แก้ไม่ได้ และไม่แก้  ...ได้แค่ประคับประคอง อยู่กันแบบกลาง ๆ เข้าใจไหม

เคยฟังบทสวดไหม พิจารณาปัจจเวกขณะน่ะ  ปัจจเวกขณะ การกินเพื่อให้รูปขันธ์ดำรงอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมต่อไป ไม่ได้กินเพื่อความสวยงาม ไม่ได้กินเพื่อความอร่อย ไม่ได้กินด้วยพอใจหรือไม่พอใจ

เครื่องนุ่งห่มก็เอามาเพื่อป้องกัน เหล่านี้เพื่อให้ขันธ์นี้ดำเนินต่อไป ประคับประคองรูปขันธ์นามขันธ์ ให้เป็นการเรียนรู้ธรรม ปฏิบัติธรรม นี่พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พิจารณาเป็นปัจจเวกขณะ การเสพในปัจจัยสี่

เพราะว่าขันธ์นี่มันเป็นทุกข์ของมันอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับแล้วก็ทิ้ง ๆ ขว้างๆ มันเลย  ปล่อยวางแบบ โอ้โห ปล่อยวางก็เลิกกินเลิกดูแลขันธ์เลย...ก็ไม่ใช่  

ก็ประคับประคองและอยู่กับมันไปกลางๆ ...ไม่ได้เอาสวยเอางามอะไรกับมัน ไม่ได้เอาดีเอาเด่อะไรกับมันหรอก ถ้าอย่างนั้นท่านเรียกว่าเกินแล้ว เป็นอุปาทานแล้ว 

แต่ว่าเป็นการที่เลี้ยงดูขันธ์ไปตามเหตุปัจจัย เพื่อให้มันอยู่ไปตามวิบากกรรม แล้วก็ให้เป็นการเรียนรู้ให้เกิดปัญญาต่างหาก

เพราะนั้นว่า อย่าไปเอาแต่ว่าจะดับทุกข์อย่างเดียว ...ต้องแยกให้ออกว่าทุกข์อะไร ทุกข์อุปาทานหรือว่าทุกขสัจ ...ถ้าทุกขสัจนี่ดับไม่ได้  ความคิดดับไม่ได้ สัญญาดับไม่ได้ สังขารดับไม่ได้ วิญญาณดับไม่ได้ รูปดับไม่ได้

พูดง่ายๆ ขันธ์ 5 นี่ดับไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังมีขันธ์ 5 อยู่ ...ยังไม่ตาย ก็ยังต้องมีความคิด ยังต้องมีความจำ ยังต้องมีความรู้สึก ยังต้องมีการรับรู้ เข้าใจไหม  จะไปห้ามมันไม่ได้หรอก 

ตรงนี้ท่านเรียกว่าเป็นขันธ์...ขันธ์ที่เป็นทุกขสัจอยู่แล้วโดยธรรมชาติ

แต่ที่ท่านให้ละ ให้เลิก ให้ถอนน่ะ คือให้ถอนจากอุปาทาน ความเข้าไปหมายมั่น 

เช่นมันมีความฟุ้งซ่าน ความคิด แล้วบอกว่าความคิดไม่ดี...ต้องดับมัน อย่างนี้ เข้าใจมั้ย อย่างนี้เรียกอุปาทาน ...คิดก็คิดสิ เรื่องของมึงไม่ใช่เรื่องของกู อยากคิดคิดไป


โยม –  เดี๋ยวมันก็คิดไปกันใหญ่

พระอาจารย์ –  เออ ...นี่เห็นมั้ย พอเราเริ่มคิดว่ามันจะไปกันใหญ่ ...นี่เกิดจากการเข้าใจเอาเองนะ คะเนเอานะ


โยม – (หัวเราะ) เราก็จะเข้าไปจัดการ

พระอาจารย์ –  มันเกิดจากการที่เราไปหมายมั่นเอาเองนะว่า ถ้าปล่อยอย่างนี้ มันน่าจะมากไปกว่านี้ 

เพราะมันเคยจำสภาวะเดิมได้ว่าเคยปล่อยแล้วมันหลุดไปเรื่อย ๆ แล้วเคยจำได้ว่าเวลาหลุดไปเรื่อยๆ แล้วมันจะมีเวทนาเป็นทุกข์ ...เห็นมั้ย จิตมันจดจำเป็นอุปาทานเลย 

คือมีอาการเสมือนเดิมเกิดขึ้น ปั๊บ มันก็คิดว่ามันจะต้องเหมือนเดิมแน่ ...นี่เกิดจากการปรุงแต่งนะ เกิดจากอุปาทานแล้ว มันมีอุปาทาน มันมีตัวรองรับแล้วนะ มันเตรียมแก้แล้ว เตรียมเลี่ยงแล้ว

แต่ถ้าเรารู้เฉยๆ ไม่ได้สนใจว่ามันจะมากจะน้อย มันไม่ไปเป็นเดือดเป็นร้อน ...ความคิดปรุงแต่งมันไม่ได้มีมือมีตีนมากระทืบเราหรอก มันหาตัวตนไม่ได้อยู่แล้ว 

แต่เราคิดว่ามันมีมือมีตีนมาทำให้เราเป็นทุกข์ อันนี้ต่างหาก ...โยมก็บอกเองนี่ว่า ทุกข์... เราทำขึ้นเอง ใช่รึเปล่า


โยม –  ทำเอง

พระอาจารย์ –  เออ เราทำเองนะนั่น ...อันนี้ต่างหาก นี่เรียกว่าอุปาทาน

แต่ไอ้ความคิดนั่นคือทุกขสัจ ความปรุงแต่ง ความคิด ความจำนี่ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ห้ามไม่ได้หรอก ...แล้วความคิดมันก็ไม่ได้มีมือมีตีนมาทุบเราให้เป็นทุกข์นะ 

แต่ว่ากว่าจะเข้าใจและยอมรับมันน่ะ มันก็ต้องเรียนรู้อย่างนี้ ...แล้วต่อไปความคิดมันก็คิดไป มันเป็นสักแต่ว่าคิดแล้ว อารมณ์ก็สักแต่ว่าอารมณ์ โกรธก็สักแต่ว่าโกรธ หงุดหงิดก็สักแต่ว่าหงุดหงิด

เมื่อไม่มีเราเข้าไปเสวย มันก็เป็นแค่อาการ ...มันก็จะเป็นอาการแค่ขณะๆ พอให้รับรู้ เท่านั้นเอง 


(ต่อแทร็ก 1/15 ช่วง 2)