วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/16 (1)


พระอาจารย์
1/16 (25530331B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้ยาวจึงแบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)

โยม –  พระอาจารย์ครับ มีคนถาม... อย่างพระอาจารย์ก็บอกไม่ต้องทำสมถะก็ได้ ไม่ต้องทำสมาธิมากก็ได้  แต่ก็มีคนบอกว่า ก็แหมพระอาจารย์แต่ละองค์นี่ ท่านทำกันมาโชกโชน โยมไม่ได้ทำกันเลย

พระอาจารย์ –  แล้วไง สงสัยอะไร


โยม –  ก็สงสัยว่า ...เอ๊ แล้วโยมจะไปรอดหรือครับ ถ้าอยู่ๆ โดดเข้ามา “รู้เฉยๆ” นี่

พระอาจารย์ –  ก็เพราะทำมามากแล้วสิ เราถึงมาบอกว่าอย่าทำ  ถ้าทำไม่พอแล้วจะบอกให้ทำน่ะ... ก็ทำมามากแล้วไม่เห็นว่ามีประโยชน์ตรงไหนน่ะ ถึงไม่ให้ทำ


โยม –  นึกว่า เป็นสภาพกำลังหนุนของแต่ละองค์ได้มา

พระอาจารย์ –  ไม่เกี่ยวอ่ะ


โยม –  ไม่เกี่ยวหรือครับ

พระอาจารย์ –  อยู่ที่ความขยัน ในการที่จะรู้บ่อยๆ ...รู้แล้วก็เห็น นะ

ก็บอกแล้วว่าอย่าให้มันหายนาน ...อุบายวิธีการที่ไม่ให้หายนาน...คือบอกแล้วให้มารู้กายเห็นกาย เห็นกายอย่างนี้ นั่ง กำลังนั่ง

เห็นมั้ย ถ้ารู้นี่มันรู้ได้ขณะหนึ่ง เดี๋ยวก็หาย รู้...หาย รู้...หาย อย่างนี้ มันลอย ...แล้วถ้าไม่ขยันรู้บ่อยๆ ถ้าไม่รู้ถี่ๆ นะ มันก็หลุด แล้วก็กว่าจะรู้สักครั้งนึง...นาน

เพราะงั้นถ้ารู้ที่ใจอย่างเดียวนะ มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะจิตมันไวมาก ...และพวกเรามันมีงานการต้องทำ หูได้ยิน จิตต้องคิด ต้องมีการประกอบกระทำภายนอกอยู่เรื่อยนี่ 

มันจะหลุดง่าย  ถ้ารู้ที่ใจอย่างเดียว ...เพราะนั้นว่าถ้าอยากจะให้มันรู้...ให้สติมันอยู่กับจิตนานๆ หรือว่าอยู่กับกาย วาจา จิต นานๆ นี่ ...ให้มารู้กับกาย เห็นกายอยู่


โยม –  เห็นกายอยู่

พระอาจารย์ –  อือฮึ เห็นกาย ...เพราะว่ามันไม่ค่อยเห็นจิตหรอก มันรู้จิตแต่ไม่ค่อยเห็นจิต เข้าใจมั้ย เห็นแป๊บเดียว และมันจะเห็นตอนที่มันมีอารมณ์แรงๆ หนักๆ แล้วก็เห็น

แล้วพอเห็นนะ พอเริ่มเห็นปุ๊บ มันก็จะมีอาการเพ่ง ใช่มั้ย แรกๆ ... เพราะมันยังรู้ไม่เป็นเห็นไม่เป็น มันไม่เห็นเฉยๆ มันเห็นแล้วมันขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

มันเห็นแล้วมันจะต้องเข้าไปอย่างนั้นอย่างนี้ และมันมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เห็นอีก อย่างนี้แต่ว่าถ้ามันชำนาญแล้ว มันจะรู้เห็นเป็นกลาง


โยม –  เริ่มจากเห็นกาย แล้วมันจะสร้างความคุ้นเคยที่จะเข้ามาเห็นนี่

พระอาจารย์ –  เห็นกายนี่มั้ย ตอนนี้ รู้กายใช่มั้ย ...ปกติใช่มั้ย  มันจะคุ้นเคยกับความเป็นปกติ มันจะคุ้นเคยกับ “รู้ปกติ” ...รู้อย่างนี้ เหมือนรู้กายอย่างนี้ คือรู้ปกติ

แล้วระหว่างขณะรู้นี้ก็คอยสังเกตดูภายใน รู้ปกติ...แล้วก็แอบดูว่ามีอะไร...สบาย-ไม่สบาย นี่คืออาการของใจ ก็ดูมีไหม...หงุดหงิด วิตก กังวล ความคิด... แอบดู เห็นมั้ย ชำเลือง เหลือบๆ ดูน่ะ 

มันก็จะเห็น...เทียบกับปกติอย่างนี้ ให้เห็นว่านี่ เออ เห็นปกติ รู้แบบปกติ รู้อย่างนี้ ไม่เพ่ง ไม่เอาอะไร ไม่ต้องมากไม่ต้องน้อย อย่างนี้ ...มันจะเรียนรู้ว่าปกติ ยังไงถึงรู้จิตแบบปกติ


โยม –  ที่พระอาจารย์บอก คือเห็นกายนี่ คืออาการซึ่งมันเห็นแบบปกติ

พระอาจารย์ –  อือ เห็นแบบปกติ เข้าใจมั้ย คือกายมันเป็นปกติอยู่แล้วน่ะ เวลารู้แล้วมันไม่มีอะไร เห็นมั้ย ไปทำอะไรก็ไม่ได้ ให้มันดีขึ้นหรือไม่ดีก็ไม่ได้ ใช่มั้ย ...มันก็ปกติของมันอยู่แล้วน่ะ 

แล้วการที่เราเข้าไปเห็น ก็เห็นด้วยอาการปกติ เข้าใจมั้ย ไม่ได้เห็นแล้วเข้าไปมีเข้าไปเป็น

และขณะเห็นโดยความเป็นปกติน่ะ ให้ดู..แอบดูใจด้วย ดูอาการของจิตว่า...นี่ เออ เห็นจิตแบบปกติเป็นอย่างนี้ มันจะได้รู้ว่าเห็นกลางๆ รู้กลางๆ มันเป็นอย่างนี้

แต่ถ้ารู้โดยกำหนดที่ใจอย่างเดียวเลยตรงๆ นี่ บางทีมันไม่เข้าใจ ...มันไม่เห็นแบบปกติน่ะ มันเห็นแบบเข้าไปมีเข้าไปเป็น เห็นแบบเข้าไปจัดการ เข้าไปแทรกแซง นี่ ถ้าไม่ชำนาญน่ะนะ

แต่อย่างครูบาอาจารย์ท่านอาศัยว่าปฏิบัติทางสมถะมาก่อน ชำนาญ...ชำนาญในการ พอตั้งใจดูจิตก็ดูเลย ดูได้เลยและเห็นเลย ...เห็นแบบสิ่งที่ถูกรู้กับสิ่งที่รู้ ต่างคนต่างอยู่ อย่างนี้ เข้าใจมั้ย 

อันนี้คือฐาน คือความชำนาญ...คือความชำนาญต่างหาก ...แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกำลังตรงไหน  คือว่ามัน “เป็น”  มันเป็น เข้าใจมั้ย แต่ว่าของพวกเรามันยังไม่เป็น เพราะมันถลำเข้าไป

และก็ถ้าไม่ถลำเข้าไปก็หาย...หายยย   พอรู้ขณะนึงแล้วก็หายไปซะครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึง แล้วค่อยกลับมารู้ใหม่ มันไม่สามารถจะเห็น เข้าใจมั้ย

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้มันรู้เห็นได้นานขึ้น ก็ให้มารู้เห็นกายซะเลย เพราะกายมันง่ายกว่า ...ถ้าจิตมันค่อนข้างจะวอกแวก และเรามักจะมีความเห็นต่อจิตด้วย คือชอบจะมีอุปาทานกับมันอยู่เรื่อย

เช่นว่า...นี้ดี นี้ไม่ดี นี่มันมาก นี่มันน้อย นี่มันใช่ นี่มันไม่ใช่...อยู่เรื่อย เข้าใจมั้ย พอรู้ปุ๊บมันจะมีอุปาทานทันทีอยู่แล้ว และมันจะกระโดดเข้าไปเล่นด้วย ...ตรงนี้ มันจะไม่เห็นเฉยๆ

ไม่ใช่ว่าสอนให้ดูจิตแล้วจะดูจิตอย่างเดียว ก็รู้กายได้ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมดแหละ ...ถ้าไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าสติปัฏฐานสี่หรอก งั้นท่านก็สอนสิว่าสติปัฏฐานหนึ่ง (โยมหัวเราะ ) ใช่ป่าว

ถ้าว่าดูใจมันง่าย มันรวมเป็นประธานอยู่แล้ว มันเป็นที่หนึ่ง คือทั้งหมดทุกอย่างรวมลงที่ใจ ...อย่างนั้นก็สติปัฏฐานหนึ่ง ไม่มีสติปัฏฐานสี่ งี้สิ ใช่ป่าว เอาง่ายๆ ทั้งหมดรวมลงที่ใจก็รู้ที่ใจที่เดียวงั้นสิ


โยม –  การสร้างสัมปชัญญะ คืออาการเห็นได้ในระยะเวลาหนึ่ง

พระอาจารย์ –  ใช่  มันไม่ใช่รู้...มันเห็น


โยม –  ไม่ใช่รู้แบบ ฉุบๆ แต่มันจะเห็นด้วย

พระอาจารย์ –  คือ "ทัสนะ" คือเห็น ...อย่างดูจิตน่ะ พอรู้ว่าไม่มีอะไร กลับมาดูแล้วไม่มีอะไร ธรรมดา ...พอรู้ว่าไม่มีอะไร ธรรมดา ปุ๊บ มันไม่มีอะไรให้รู้ต่อ แล้วมันเป็นยังงี้

ถ้ามันเห็นต่อ มันก็จะเห็นว่าอาการตั้งอยู่ของอาการนั้นคืออะไร ใช่ป่าว คือเห็นความตั้งอยู่ของความไม่ธรรมดา อย่างนี้ มันจะเห็นต่อเนื่อง

แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีอะไร แล้วไม่มีอาการเห็น ปุ๊บ...หลุด  มันไม่รู้จะไปเห็นอะไร มันไม่ดูอะไร เข้าใจมั้ย เพราะว่าพอดูก็กลัวจะเพ่งอีก เพราะส่วนมากก็เพ่งนั่นแหละ นะ

แต่คราวนี้ที่ว่ากลับมารู้บ่อยๆ มันไม่บ่อยอ่ะดิ มันไม่บ่อย ...จริงๆ ถ้ารู้บ่อยๆ มันจะปรับมาเป็นสัมปชัญญะให้เอง ...แต่นี่มันไม่บ่อยพอที่จะให้เห็นต่อเนื่อง

ให้เห็น ...เพราะสตินี่จะไม่ต่อเนื่อง เช่น ไม่รู้ หาย หลง เผลอ เพลิน แล้วรู้ปุ๊บนี่ว่า...เออ เมื่อกี้หายไป อย่างนี้เห็นมั้ย มันเป็นแค่ขณะนึง...สตินี่  

แต่ไอ้ตัวที่ต่อเนื่องไปนี่มันเป็นเรื่องของ "เห็น" หรือสัมปชัญญะ คือทั้งรู้และเห็น เข้าใจมั้ย


โยม –  การที่บอกให้กลับมาดูกาย คือคล้ายๆ เตรียมพื้นฐาน

พระอาจารย์ –  ฝึกให้มันเห็น


โยม –  ฝึกให้มันมีอาการเห็น

พระอาจารย์ –  อือฮึ  ฝึกสัมปชัญญะ


โยม –  มันก็จะได้ทั้งรู้และเห็น...รู้และเห็น

พระอาจารย์ –  อือ และในขณะที่รู้...เห็นกายนี่ ให้รู้จิตด้วย ให้เหลือบๆ ดู ชำเลือง หยั่งลงไปเบาๆ แตะๆ แล้วมันจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด มันจะทั้งรู้ทั้งเห็น ทั้งรู้ทั้งเห็น

ต่อไปถ้ามันเข้าใจ แข็งแกร่ง ชำนาญแล้วนี่ มันจะไม่มาเน้นตั้งฐานอยู่ที่กายหรอก ฐานอยู่ที่จิตก็ได้ ฐานกำหนดอยู่ที่ใจก็จะเห็นได้ ทั้งวันก็ยังเห็นได้ โดยที่ไม่มีอาการเพ่ง เข้าใจมั้ย มันจะเฉลี่ย มันจะเป็นกลาง


โยม –  หลวงพ่อคะ หนูขอถามเสริมของเขาหน่อยนึงนะคะ

พระอาจารย์ –  อือ


โยม –  เราจะปฏิบัติ ก็คือว่า รู้อะไรก็ได้  ถ้าเรารู้ลมได้เราก็รู้ลม ไม่ใช่ว่าต้องมาไล่ รู้ลมก่อน แล้วต่อไปด้วยอิริยาบถ

พระอาจารย์ –  รู้ว่ากำลังนั่งนี่ ไม่ต้องไปเอารายละเอียดมากขนาดนั้น รู้รวมๆ รู้โดยเชิงอรรถ มันมีเชิงอรรถกับเชิงพยัญชนะ พยัญชนะเช่น รายละเอียด กระพริบตา พลิกลิ้น กลืนน้ำลาย

ตรงนี้ไอ้จุดเล็กจุดน้อยนี่ ถ้าไม่ชำนาญนะ มันจะเป็นอาการเพ่ง ...จะไปเพ่ง กำหนด คอยระวัง คอยควบคุม คอยดู ให้มันเห็นอยู่ตลอดอย่างนี้ เข้าใจมั้ย ให้รู้รวมๆ รู้รวมๆ ไปก่อน


โยม –  คือรู้ภาพรวมเป็นฐาน แต่สิ่งที่งอกออกมา อย่างเราเคลื่อน ขยับอะไรอีกทีนึง ก็คือให้มีฐานคือการนั่งไปก่อนแล้วก็ค่อยรู้อย่างอื่นออกไป

พระอาจารย์ –  อือฮึ


โยม –  แล้วนั่งอยู่ มันคิดไป

พระอาจารย์ –  ก็ให้เห็นว่ากำลังคิดอยู่ในอาการนั่ง ยืน เดิน นอน อย่างนี้


โยม –  อันนี้ก็คือเทคนิคที่จะทำให้รู้ ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ต่อเนื่อง ...มันจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของสัมปชัญญะ


โยม –  อย่างเขาบอกว่าวินาทีนึง รู้กันไม่รู้กี่ครั้ง ที่เขาเห็นต่อ ต่อ น่ะ  สมมุติในหนึ่งนาทีที่รู้ตัวเป็นยี่สิบครั้ง ความถี่ตรงนี้ตามปกติมันต้องมากน้อยแค่ไหนหรือคะ

พระอาจารย์ –  ถ้าเห็นแล้วมันไม่ถี่หรอก เข้าใจมั้ยว่า...เห็นนี่ คือการเห็นนี่มันจะเห็นตลอดเวลา เหมือนกับตาเรามองเห็นรูปนี่ เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น แค่นั้นเอง

ไม่ใช่ว่ารู้ อย่างรู้ว่านี่ต้นไม้ นี่ใบไม้ นี่เรียกว่ารู้ ...รู้เป็นชิ้นๆๆ นี่ เป็นเรื่องเป็นตอนๆๆ นี่ ...แต่ถ้าเห็นนี่ ไม่ต้องรู้อะไร ก็เห็นน่ะ เห็นว่ามีคนเดินมา เห็นว่าหมาเดินไปเดินมานี่ เห็น...แต่ไม่ได้ว่าอะไร


โยม –  มันติดอยู่ตรงที่ว่า เคยแบบว่าได้ยินมาว่าสภาวธรรมควรจะต้องรู้มากกว่านี้รึเปล่า

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องอ่ะ เครียด ...สังเกตมั้ยว่าเครียด เข้าใจรึเปล่า


โยม –  มันกำลังสับสน

พระอาจารย์ –  สับสน นั่นแหละ เครียด เป็นทุกข์ นะ ... นั่นแหละเกิดจากการที่เราไปกังวลกับที่ว่ามันถูกหรือผิดอย่างนี้น่ะ


โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องขนาดนั้น


(ต่อแทร็ก 1/16  ช่วง 2) 



วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/15 (3)


พระอาจารย์
1/15 (25530331A)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 1/15  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นพอพูดมัชฌิมาปฏิปทา บางคนก็คิดไปไกลเลยว่าต้องมีตั้ง ๘ ข้อ ต้องทำอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเริ่มจากตรงนั้น ต้องอย่างนี้ 

แต่ถ้าว่าในภาษาเราก็บอกว่า...รู้เป็นกลางๆ นี่แหละ รู้แบบไม่มีเงื่อนไข รู้แบบไม่มีข้อแม้ รู้แบบไม่เลือก ...อะไรก็ได้ แค่รู้กะมันตรงๆ นี่ล่ะ

จริงๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่ยากหรอก พวกเรามาตีความให้ยากไปมากมาย ...เกินทั้งนั้น พอเริ่มตีความปุ๊บ เกิน มีแต่เกินกับเกิน มีแต่ขั้นอุกฤษฎ์ทั้งนั้นเลย นะ 

ขึ้นชื่อว่าอุกฤษฎ์ ขึ้นชื่อว่าเคร่ง ก็ขึ้นชื่อว่าสุดโต่ง  มันก็คือความหมายเดียวกับคำว่าสุดโต่ง เข้าใจมั้ย สุดโต่งในจิตน่ะ ...ภาษาที่เรียกดีๆ ก็ว่า "อุกฤษฎ์" 

เคร่ง ทำความเพียรแบบอุกฤษฎ์งี้ ...โห มันสร้างตัณหาแบบอุกฤษฎ์เลยนะ คือการเจริญตัณหาแบบขั้นอุกฤษฎ์เลยนะนั่น เดินแบบไม่ท้อถอยทั้งวันทั้งคืน 

นี่เรียกว่าตัณหาขั้นอุกฤษฎ์เลยนะ บอกให้เลย ในความเป็นจริงนะ เราพูดแบบไม่อ้อมค้อมนะ ไม่พูดแบบเกรงใจใคร


โยม –  ก็เขามาตีความอันที่ว่า...ราตรีหนึ่งเจริญ ว่าเดินอยู่ทั้งคืนไม่นอน

พระอาจารย์ –  ตีความก็ตีความผิด ... คำว่าราตรีหนึ่งเจริญ คือ “จิตรู้” เข้าใจมั้ย  

จิตรู้มันไม่มีกลางวันกลางคืน บอกให้เลย ...สติที่รู้นี่ มันมีกลางวันตรงไหน มันมีกลางคืนตรงไหน มันมีเวลาหลับเวลานอนมั้ย เข้าใจมั้ย มันไม่เคยขึ้นกับเดือนขึ้นกับตะวัน

อันนี้ต่างหากคือมีราตรีเดียว ...สมณะที่มีราตรีเดียว คือสติ...ตื่น เป็นผู้ตื่น เข้าใจรึยัง ... ตื่น จิตตื่นคือจิตรู้  คือสติ มันจึงจะตื่น ...ไม่ใช่ตื่นแบบลืมตา ไม่หลับไม่นอน อย่างนี้ไม่ใช่


โยม –  เพราะนั้นราตรีนี่คือว่าไอ้ที่มืดมาตลอด

พระอาจารย์  นั่นน่ะคือความมัวเมา คือความมืดบอดต่างหาก ... ตื่น จิตตื่น ตาใจนี่ตื่น ด้วยญาณ ด้วยสติและสัมปชัญญะ

เพราะนั้นไอ้ที่อยู่ในสมองพวกเรานี่ลบได้  delete ให้หมดยิ่งดี มัน error บอกให้เลย มัน error ...ฟอร์แมทซะได้ก็ดีน่ะ ล้างให้หมด ไม่เอาอะไรเลย โง่ที่สุด กลับมาเป็นเหมือนศูนย์ (0) น่ะ เข้าใจมั้ย 

แล้วก็รู้ไปตรงๆ น่ะ ยืน เดิน นั่ง นอน สบายใจ ไม่สบายใจ สุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ ดีใจ เสียใจ รู้มันไปแค่นี้ ...จบ  ถึงนิพพานก็รู้แค่นี้ ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย บอกให้เลย

แต่ไอ้ความรู้พวกนั้นมันไม่ถึงน่ะ ไปตายกลางทางหมด บอกให้เลย ...มันตายเพราะมันรู้เกินน่ะแหละ มันไปอยู่กับไอ้ที่มันรู้เกินน่ะ ...มันเป็นภพ เข้าใจมั้ย 

มันเป็นสมมุติและเป็นบัญญัติทั้งสิ้น สภาวะนี่โหยละเอียด บางคนมาพูดอธิบาย เราฟังนี่ โห กูยังงงเลยโว้ย มันมีหรือวะเนี่ย มันเคยปรากฏอยู่ในภพมนุษย์นี้เหรอ มันเกินไป ๆ

เอาแค่เดี๋ยวนี้...มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี สบาย ๆ ง่ายๆ ไม่รู้อะไรคือไม่รู้อะไร งงคือรู้ว่างง สับสนรู้ว่าสับสน เดี๋ยวก็หาย  กังวลก็รู้ อ้าว อยากรู้อีกแล้ว อยากเห็นธรรมอีกแล้ว ก็รู้ว่าอยากอีกแล้ว  

รู้ไปๆ ๆ มีอะไรเกิดขึ้นรู้เข้าไป รู้ไป ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปว่ามัน ไม่ต้องไปโทษมัน ไม่ต้องไปตำหนิมัน ไม่ต้องไปว่ามันดีหรือไม่ดีน่ะ

มันเกิดยังไงก็ให้รู้...เห็น รู้แล้วก็เห็นว่ามันเป็นยังไงมั่ง มากขึ้น น้อยลง เออมันดับลง มันแปรปรวน เออ มันตั้งอยู่ไม่ได้ มันเป็นยังไงๆ แค่นั้นเอง รู้แล้วก็เห็นตามความเป็นจริง  

ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าถูก ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าผิด  ตัวเราเองนั่นแหละ...ถ้าไม่รู้เมื่อไหร่ นั่นแหละ ผิดหมด  ถ้ารู้อยู่...อะไรก็ได้...ถูกหมด บอกให้เลย  

แต่ถ้าไม่มีสติ ถ้าไม่เห็นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน...ผิดหมด ...จะให้รู้อะไรมากมายมหาศาลเราก็เรียกว่าผิด เพราะมันรู้จำ รู้คิด...ไม่เอา ... รู้จำ รู้คิดนี่ไม่เอา ...เอารู้จริง  

รู้จริงคือรู้ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี่  (เสียงของสัมผัส)...นี่จริงๆ ...ถ้าคิดอะไรอยู่นี่ เขาเรียกรู้คิด รู้จำ เข้าใจมั้ย ไอ้พวกนี้ไม่ค่อยจริงน่ะ ...แต่มันจะไปเชื่อรู้จำกับรู้คิด เข้าใจมั้ยมนุษย์เรานี่


โยม –  มันฝึกรู้จำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วน่ะค่ะ

พระอาจารย์  มนุษย์น่ะมันฝึกอยู่กับการคิดมา แล้วก็เชื่อความคิดมาตลอด เอะอะอะไรคิดไว้ก่อนแหละ ผิดถูกยังไงไม่รู้ คิดแล้วสรุปได้แล้ว...มันเชื่อเลยว่าใช่

นี่มันเป็นการตัดสินของอุปาทาน คิดแล้วมันตัดสินเองเลย มันจะเกิดความหมายมั่นทันที ตัดสินเองเลย ว่าใช่ ถูก ผิด แล้วมันก็เชื่อ เป็นมานะขึ้นในจิตเลย 

มันเป็นธรรมดาของขันธ์ ของอุปาทานขันธ์นะ เป็นกิเลสประจำตัวของสัตว์โลก มันเป็นอย่างนี้ ...แต่เราไม่เห็นมันไง  ปัญหาอยู่ที่ตรงนี้...เราไม่เห็นมัน  

ถ้าเราเห็นเมื่อไหร่แล้วจะเหมือนเราจับขโมยได้น่ะ ...อ้อ ไอ้นี่เอง มันมาแอบดอดกูตอนนี้ นี่ ฟุ้บ นี่จับได้ เพราะนั้นสตินี่เองถึงจะรู้จะเห็นว่ามันแอบมาตอนไหน...มาสร้างตัวตน


โยม –  มานะนี่เราก็เข้าไปรู้อย่างเดียว ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์  รู้อย่างเดียว ดูอย่างเดียว แก้ไม่ได้ ไม่ต้องแก้ ...ให้ทันซะก่อนเหอะ  มันไม่ทันน่ะสิ มันไม่เห็นน่ะสิ  ปัญหาคือมันจะแก้อะไรถ้ามันไม่เห็นน่ะ

อยากเห็นกันจังอนัตตา อยากเห็นกันจังความไม่มีตัวตน ...แล้วก็เพ่งเข้าไปอยู่นั่น ดูเข้าไปอยู่นั่น ให้มันว่าง ให้มันหาย ให้มันไม่มี

มันจะเห็นอนัตตาได้ยังไง...ถ้าไม่เห็นอัตตา เข้าใจรึยัง ...คุณจะเห็นความไม่มีตัวตน คุณต้องเห็นตัวตนก่อนสิ คุณต้องเห็นตัวตนของความมีความคิด คุณต้องเห็นความเป็นตัวตนในความคิด 

คุณต้องเห็นความมีตัวตนในความจำ คุณต้องเห็นความมีตัวตนในความเห็น คุณต้องเห็นความมีตัวตนในรูป ในคน ในสัตว์ ในวัตถุ อย่างในรูป ...ในรูปนี่ นี่พ่อ นี่แม่ นี่..เป็นตัวเป็นตนยังไง  

คุณต้องเห็นตัวตนพวกนี้ก่อน คุณถึงจะเห็นว่าความไม่มีตัวตนอยู่ตรงไหน ...สติมันถึงจะต้องไปเรียนรู้จักสิ่งที่มีอยู่ก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีแล้วไปจับ 

เพราะฉะนั้นถ้าเอาสิ่งที่ไม่มีมาเป็นบรรทัดฐานหรือมาตรฐานนะ อาจารย์นึงบอกว่าอย่างนี้ใช่  มาอีกอาจารย์หนึ่งบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ ต้องอย่างนี้  เข้าใจมั้ย ๆ  

แล้วมันกี่สิบสำนักนี่ จะบอกสภาวะไม่เหมือนกันเลย และจะแนะนำวิธีการให้เข้าถึงสภาวะนี้ไม่เหมือนกันเลย

แต่อย่างที่เราบอก...มีวิธีเดียว เห็นว่ามีอะไร รู้ตรงนั้น แล้วจะเห็นความดับไปของตรงนั้น ตรงนั้นถึงเรียกว่าเห็นความดับไปของตัวตนหรือว่าความเป็นอัตตานั้นดับไป  

เสียงที่ได้ยิน...รู้ปุ๊บนี่ เห็นความดับไป ...นี่คือเห็นความเป็นอนัตตาของมันแล้ว ด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้ทำขึ้นมา เข้าใจมั้ย นี่พูด...ได้ยิน ไม่ได้บอกให้มันดับเลย ดับเองนะนั่น ใช่มั้ย ไม่ได้กำหนดให้ดับนะ 

นี่ ถ้าสติเข้าไปเห็นตามความเป็นจริงนะ ...อัตตาเกิดขึ้น ตัวตนเกิดขึ้นครั้งนึงแล้วก็ดับไป ถ้าเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่มันเกิดดับตรงนี้ เราก็ไม่สร้างอัตตาอุปาทาน 

หรือว่าเก็บมาเป็นจริงจัง สะสมมาเป็นนิสัย ...อย่างว่าเขาด่าให้เรา เขาว่าให้เรา อย่างนี้น่ะ  อย่างนี้น่ะเก็บความเป็นอัตตาอุปาทาน  ด้วยความไม่รู้ คิดว่าเขายังด่าเราอยู่ 

เขาด่า...สมมติว่า “ไอ้โง่ เธอนี่โง่ ...ปุ๊บ จบแล้ว ... กลับถึงบ้าน มันด่าตัวเองว่า "โง่ๆๆๆๆ" ซ้ำซากอยู่นั่นแหละ ...เข้าใจมั้ย  ไอ้อย่างนี้เรียกว่าอุปาทาน 

แปลว่าเขาด่านี่ได้ประโยชน์ เพราะอะไร ...ด่าคำเดียว กลับไปอยู่บ้านคนเดียวไม่มีใครว่าอะไร นึกขึ้นมาก็...เขาด่าเราว่าโง่ๆๆ  เห็นมั้ย ด่าประโยคเดียวนะ 

แต่ว่าจิตมันซับซ้อนน่ะ ด้วยความจดจำว่ายังมี...เขายังด่าเราๆ  นี่เรียกว่าสัญญาอุปาทาน ...มันเก็บมาเป็นอุปาทาน คิดว่าเขายังมีตัวมีตน คำด่านี้ยังเป็นตัวเป็นตนอยู่  

เพราะงั้นด่าทีเดียวได้ประโยชน์ ข้ามปี ข้ามชาติเลยยังมี เพราะมันจดจำอย่างนี้ด้วยความไม่รู้ ...แต่ความจริงมันจบไปตั้งแต่เขาพูดแล้ว บอกให้เลย ...เห็นมั้ยนี่คือความจริง 

แต่มันไม่เห็นความเป็นจริง ไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ...มันไปเชื่อในความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงก่อเกิดทุกข์ไม่รู้จักจบสิ้น จึงก่อเกิดการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น 

จึงเกิดความสำคัญมั่นหมาย...ในการที่เขาด่าเราแล้วเราจะต้องด่าเขาคืน เราจะต้องทำอะไร เรามีการคะเนไปถึงภพข้างหน้า ชาติข้างหน้า โอกาสข้างหน้า เวลาข้างหน้า จะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ 

เห็นมั้ย จิตมีการเตรียมพร้อมไว้แล้วนะนั่นน่ะ ภพนี่คุณทั้งหลายได้สร้างไว้รอแล้ว ตายเมื่อไหร่ก็พอดีแหละ...เกิดเลย ไปทำสานต่อเจตนารมณ์ที่ให้ค่าไว้ ให้ความหมายไว้ เป็นอย่างนี้

แล้วมันไม่ใช่แค่คำพูดคำด่าอย่างนี้ เข้าใจมั้ย  ตาด้วย ปากด้วย จมูกด้วย ความรู้สึกทางกายด้วย ความคิดในใจด้วย มันเรื่องเดียวกันหมดน่ะ ด้วยความหลง เป็นจริงเป็นจัง  

ไอ้เป็นจริงเป็นจังนี่แหละคือตัวตน ...ก็ให้เห็น ให้เห็นมัน ให้ทันมัน แล้วจะเห็นความไม่มีตัวตนในตรงนั้นแหละ 

เห็นมั้ย ถ้ามีสติ ฟังเสียงปุ๊บ มันจะเห็นเลยเสียงนี่  เวลาเราพูดมันก็ดัง เวลาเราหยุดมันก็ดับ อย่างนี้ ...ถ้าเห็นอยู่ เราจะเห็นความไม่มีตัวตนของอายตนะ ของขันธ์ ของรูปขันธ์ นามขันธ์ นี่ มองให้เป็นธรรมดา

พอมันเริ่มผิดธรรมดา มันจะมีอารมณ์ ...เอ๊ะ เค้าพูดยังไง นึกยังไงวะ เอ เค้าด่าให้เรารึเปล่า ...ก็ให้เห็นว่านี่เกิดสัญญาอุปาทาน มันกำลังเกิด  เห็นมั้ย 

มันไปเกิดตอนนั้นก็ให้รู้ตอนนั้นอีก ไปยึดมั่นในคำพูด ไปยึดมั่นในเสียงก็รู้ว่ากำลังเป็นทุกข์กับไอ้สิ่งที่ล่วงไปแล้ว อย่างนี้

อะไรเกิดขึ้นไม่ห้าม เรียนรู้กับมัน ศึกษามัน แล้วก็ดูมัน  ไม่ต้องทำอะไร ... ความเป็นจริงเขาปรากฏอยู่แล้ว  ความเป็นอนัตตาก็ปรากฏจากความเป็นอัตตา  

ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปจับอนัตตาให้มาขึงพืดแล้วก็รอดูมัน แล้วก็ให้มันทรงอยู่ในความเป็นอนัตตา  ...ไม่ได้  หรือว่าความไม่มีไม่เป็น...ไม่ได้ 

ความไม่มี ความไม่เป็น ความควบคุมไม่ได้ มันต้องเกิดจากการมี การเป็น การที่เราเข้าไปควบคุมมัน ...ให้ไปเห็นตรงจุดนั้น จึงจะเห็นความไม่มี ไม่เป็น ได้ตามความเป็นจริง 

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจึงง่าย ไม่ยากอย่างที่เราเข้าใจหรอก ถ้าเราไม่ทำอะไร  ถ้าทำเมื่อไหร่ยากหมดน่ะ นะ ...ถ้าได้ทำเมื่อไหร่ล่ะ มีปัญหาหมดแหละ  

แล้วมันจะหาผิดหาถูกอยู่เรื่อย ถ้าทำอะไรขึ้นมาน่ะ ...ทำเมื่อไหร่ก็บอกได้เลย ไม่มีทางถูกสักทีน่ะ  เดี๋ยวก็ได้แง่คิดมุมใหม่อยู่ตลอด จิตน่ะมันพลิกได้ตลอด ใช่มั้ย

อุบายนั้น อุบายนี้ วิธีนั้น เดี๋ยวก็คนนั้นพูดประโยคนี้มาก็... เอ๊ะ ใจคิดว่าต้องลองสักหน่อย อะไรอย่างนี้ มันน่าจะอย่างนี้นะ มันน่าจะอย่างนั้นนะ 

เริ่มล่ะ เริ่มไขว้เขว เริ่มลังเล เริ่มส่าย เริ่มจะเข้าไปหมายมั่น เริ่มจะเข้าไปเสวย สร้าง เพื่อจะเข้าไปเสวยเวทนาขึ้นมา ไปทดลองพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่จริง 

นี่ มันหนีจากเดี๋ยวนี้ ไอ้ตัวที่มันหานี่หนีออกไปแล้ว หนีจากกาย หนีจากจิตปัจจุบันแล้ว

กลับมาอยู่กับที่มันไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรนั่นแหละ  กลับมาอยู่ที่มันไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรนั่นแหละ กลับมาตรงจิตที่เราบอกตัวเองว่าปฏิบัติมาตั้งนานไม่ได้อะไรเลยนั่นแหละ 

อยู่กับมัน ผูกเสี่ยวกับมัน เป็นเพื่อนกับมัน อยู่กันแบบสันติ อย่าหนีกัน..นะ มันจะง่ายแล้วก็เร็ว มันเร็วตรงนี้...อย่าหนี ยอมรับ ไม่มีเงื่อนไข ไม่สร้างขึ้นมาใหม่ ...อะไรก็ได้ เป็นกลางต่อทุกสรรพสิ่ง 

ทุกอย่างก็จบในตัวของมันเอง ไม่ต้องไปจบข้างหน้า ไม่ต้องไปจบในชาติหน้า ไม่ต้องไปจบในเวลาข้างหน้าเวลาต่อไป ...มันจบได้ในเดี๋ยวนี้ ในตัวของมันเอง ในขณะปัจจุบันเท่านั้น

เพราะว่าอะไร ...เพราะว่าความเป็นจริงมีแค่ปัจจุบัน   ถ้าความเป็นจริงไม่จบในปัจจุบัน แล้วจะไปจบตรงไหนวะ มันจะไปจบในอดีตเรอะ มันจะไปจบในอนาคตเรอะ ...อันนั้นไม่จริง  

พอมันไม่จริงปุ๊บมันจึงไม่จบ เข้าใจมั้ย  มันก็ต่อไปไม่รู้จักจบหรอก เพราะมันไม่จริง  ...ถ้ามันจริงแล้วมันจบได้ในปัจจุบัน  

เอ้า สงสัยมั้ย


โยม –  ไม่สงสัยค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้าสงสัยก็จะบอกว่า...ให้รู้ว่าสงสัย (หัวเราะกัน)


โยม –  ขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ

พระอาจารย์ –  มีโอกาสก็มาคุยได้


โยม –  ได้ไปหลายดอก (หัวเราะ) โดนใจเวลาได้ถามมากเลย

พระอาจารย์ –  นี่แหละ มาฟังธรรมเรา ก็มาฟังเราด่านั่นแหละ (หัวเราะ) ด่าให้กิเลส

โยม –  แต่ดีค่ะ 


(ต่อแทร็ก 1/16)