วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/35 (1)


พระอาจารย์
1/35 (25530526E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
26 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  4  ช่วงบทความ)

โยม –  จะเรียกได้ว่า สิ่งที่รู้คือสิ่งที่ดับ รู้ปุ๊บมันก็คือแทบจะดับปั๊บเลย

พระอาจารย์ –  รู้ปุ๊บแล้วจะดับปั๊บได้ด้วยจิตเดียวเท่านั้นที่เป็นสัมมาสติ ...ถ้าไม่ใช่สัมมาสติ รู้ปุ๊บ...ต่อปั๊บ รู้ปุ๊บ...คาเติ่งอยู่นั่นแหละ รู้ปุ๊บ...หงุดหงิด แล้วก็ยังหงุดหงิด แล้วก็หงุดหงิดมากขึ้น

ก็รู้อยู่น่ะ ทำไมรู้ปุ๊บไม่ดับปั๊บล่ะ  ถ้ารู้ปุ๊บดับปั๊บนี่ หมายความว่า นั่นคือสัมมาสติ ...แต่สัมมาสติไม่ใช่มารู้อารมณ์ สัมมาสติไม่ใช่มารู้เวทนา สัมมาสติไม่ใช่มารู้จิตหรืออาการของจิต

สัมมาสติท่านรู้เป็นมหาสติ คือรู้ก่อนที่จะเป็นกาย เวทนา จิต และธรรม ...ไม่ใช่รู้ตอนที่เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม ...ถ้ารู้ตอนที่เป็นกาย เวทนา จิต ธรรม นั่นรู้ด้วยสติปัฏฐาน หรือสติธรรมดา

แต่ถ้าเป็นสัมมาสติเมื่อไหร่ หรือเป็นมหาสติเมื่อไหร่ ...รู้ก่อนที่จะเป็นกายเวทนาจิตธรรม รู้ก่อนที่จะเกิดเป็นกาย รู้ก่อนที่จะเกิดเป็นรูป รู้ก่อนที่จะเกิดเป็นนาม

เพราะนั้นในขณะที่รู้ปั๊บนี่ รูป-นาม..ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นนามนะ..ดับ  มันดับก่อนเป็นรูปเป็นนาม ...ตรงนั้นถึงจะเรียกว่ามหาสติ หรือสติใหญ่ ...ยังไม่ทันเป็นรูป ยังไม่ทันเป็นนามเลย..ดับแล้ว

นั่น ทำเอาไม่ได้ ทำขึ้นมาไม่ได้ ...แต่สร้างปัจจัยให้เกิดสัมมาสติได้ ด้วยสติปัฏฐาน ...คือรู้เข้าไปเหอะ ด้วยสติที่เป็นกลางนะ สติปัฏฐานที่เป็นกลาง

ไม่ใช่สติปัฏฐานที่จงใจกำหนด พุทโธๆๆ ให้ได้อะไร หรือให้จิตนิ่งๆๆๆ ห้ามออกจากนิ่งนะ ...อันนี้ไม่เกิดสัมมาสติเลยนะ จะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสติ

แต่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปีติ สุข อภิญญา รู้วาระจิต เห็นชาตินั้นชาตินี้ได้ หรือเห็นกายเป็นแก้ว เป็นกระดูก เป็นซากศพ เพ่งเข้าไป ดูมันเข้าไป เดี๋ยวก็ได้เห็นเอง ...แต่ไม่เกิดสัมมาสติ เข้าใจมั้ย

ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสติได้ด้วยสติปัฏฐาน หรือสติที่รู้เป็นกลางๆ ในองค์มรรค คือมัชฌิมา ...คือรู้แบบไม่มีเงื่อนไข อะไรก็ได้ มากก็ได้ น้อยก็ได้ เกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้

นั่งดูปุ๊บนี่ ดูเลย รู้เฉยๆ มันจะคิดก็คิด ไม่คิดก็ไม่คิด  สงบก็สงบ ไม่สงบก็ไม่สงบ ไม่ได้ทำอะไร ...อะไรก็ได้ รู้ไป รู้เข้าไป อะไรก็ได้ ...รู้เฉยๆ อย่างนี้ นี่คือปัจจัยให้เกิดสัมมาสติ

ทั้งๆ ที่ว่านั่งแล้วไม่ได้อะไร ไม่ปรารถนาอะไรเลยนั่นแหละ ...มันจะเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสติ เพราะมันจะอยู่ในฐานของความเป็นปกติ

ปกติ ปกติแปลว่าไม่มีเจตนาทำอะไร ไม่ปรารถนา ไม่กระทำตรงนั้น ต่อกาย ต่อจิต ...ปกติคือศีล ศีลไม่ได้แปลว่าข้อห้าม เข้าใจมั้ย ...ต้องเข้าใจก่อนนะ

ศีลที่แท้จริงไม่ได้แปลว่าห้ามทำอะไรเลย หรือว่าต้องทำอะไร ...แต่ “ศีล” แปลตามความหมายของศีลสมาธิปัญญา ท่านเรียกว่าปกติ แปลว่าปกติ


โยม –  เวลาเราฟุ้งซ่าน หงุดหงิด มีความสงสัย แล้วเราพุทโธ หรืออิติปิโสดู เพื่อ...

พระอาจารย์ –  ดับมัน คลายมัน


โยม –  ค่ะ อันนี้เราควรจะเลิกคิดโดยการบังคับ หรือว่าถ้าเราพุทโธหรืออิติปิโส แล้วเราคลาย แล้วมาอยู่ตรงกลางๆ อันนี้คือบังคับรึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  ก็บังคับ


โยม –  แต่ว่ามันก็หาย

พระอาจารย์ –  ก็หาย


โยม –  แล้วมันก็มาอยู่ตรงกลางๆ ได้ อันนี้ใช้ได้ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ก็ได้ แต่ว่าเราใช้ด้วยอุบาย มันมีอุบาย ...แล้วเวลาบางอุบายหรือบางอารมณ์นี่มันใช้ไม่ได้ล่ะ


โยม –  แต่บางทีมันก็...สมมุตินะคะ อย่างขับรถอยู่นี้ค่ะ เราโกรธไปแล้ว แล้วเราอยากหาย เราก็ทำ

พระอาจารย์ –  อือ ก็ได้


โยม –  แต่บางทีมันไม่ได้

พระอาจารย์ –  ไม่ได้ก็ไม่ได้


โยม –  แต่บางทีสมมุติมีเรื่องเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่เราไม่อยากคิด ไม่อยากอยู่ตรงนั้นแล้ว เราก็มาสวดมนต์ อยู่กับสวดมนต์ นี่ถือว่าเราหนีรึเปล่า

พระอาจารย์ –  หลบ ...ไม่เรียกว่าหนี เรียกว่าหลบก่อน


โยม –  ค่ะ มันก็เป็นวิธีหนึ่งที่เราให้จิตเรากลับมาได้บางที  แต่บางทีก็เอาไม่อยู่ อิติปิโส พุทโธอะไรก็ไม่อยู่ ...แต่มันก็คิดขึ้นมาเองได้ว่านี่เราใช้อุบายอยู่

พระอาจารย์ –  อือ แต่เราไม่สนับสนุน


โยม –  ค่ะ แต่อันนี้เรารู้แล้วว่าเราใช้อุบายอยู่ เราหนีอยู่นะ ...แล้วมันกลับมาได้นี่ ถือว่าปกติหรือไม่ปกติคะ

พระอาจารย์ –  ปกติ กลับมายอมรับมันปกติ


โยม –  ก็ปล่อยมันไป ให้เป็นปกติของมันไปตามจิตที่มันเป็นไป

พระอาจารย์ –  แต่ว่าเราอย่าไปจ่ออยู่ตรงนั้น


โยม –  ไม่จ่อแล้วค่ะ บางทีจะจ่อ แต่เดี๋ยวนี้ไม่จ่อ แล้วมันก็...อ้อ รู้เอง

พระอาจารย์ –  อย่าไปจ่อกับอารมณ์นั้นๆ ...ถึงบอกว่าให้แบ่งออกมารู้กาย แล้วก็หยั่งลงไปนิดนึง อย่างนี้ไม่เรียกว่าหนี ...เพราะว่าใช้สติย้ายการเพียรเพ่งในอาการนั้นออกมา ไม่มีจุดประสงค์ใด

แต่ถ้าเราใช้พุทโธ หรือว่าใช้คำพูด หรือว่าใช้ความคิดเข้ามาละความคิด ใช้พุทโธมาละอารมณ์หรืออะไรพวกนี้ ...นี่ มันมีเป้าหมาย


โยม –  แต่ก่อนก็มีใช้ค่ะ

พระอาจารย์ –  ได้ ลักษณะนี้ เริ่มต้นน่ะ มันต้องใช้สังขารจิต บางทีต้องใช้ หรือเอาคำพูดของครูบาอาจารย์มาตัดก็ยังได้...เป็นอุบาย ...แต่ว่าอย่าใช้บ่อยเท่านั้นเอง อดทน ต้องอดทน

ต้องอดทนน่ะ อดทน ไม่แก้ทุกข์น่ะ อดทนด้วยการที่ยอมรับมันน่ะ ...แต่ว่าไม่ใช่อดทนที่จะอยู่กับมันตลอดเวลา อดทนในการที่ให้มันรู้ที่อื่น...แล้วก็ “ช่างมันๆ” อย่าไปยุ่งกับมัน


โยม –  แต่ตอนนี้ก็ “ช่างมัน” เยอะ

พระอาจารย์ –  เออ อย่างนั้น แล้วมันจะค่อยๆ มองเป็นคนละส่วนกัน ...ทุกข์ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่เกี่ยวกันแล้ว เป็นเรื่องของกาย เป็นเรื่องของจิตเขาบีบคั้นออกมาเท่านั้น เราไม่เกี่ยว ไม่ใช่เรื่องของเรา

มันจะค่อยๆ เข้าใจตรงนั้น ...ตรงนั้นจะยอมรับด้วยปัญญาแล้ว จะทุกข์ขนาดไหนก็ไม่เดือดร้อน จะคิดไปจนไม่มีจบสิ้น จนนอนไม่หลับข้ามวันข้ามคืนก็เฉยๆ


โยม –  แล้วถ้าเกิดเราผ่านตรงนั้นไปแล้ว เรารู้สึกว่า เออ เราเก่งนะ อย่างนี้ผิดไหมคะ

พระอาจารย์ –  เราไม่เรียกว่าผิด เราไม่เรียกว่าถูก...ให้รู้ ให้รู้ว่ามีความคิดอย่างนั้นอีกแล้ว มีความรู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว อย่าไปบอกว่าผิด อย่าไปบอกว่าถูก ...แค่รู้

โยม –  แบบเหมือนไม่ได้เจ๋งน่ะค่ะ เหมือนขอบคุณมากที่เราคิดได้อย่างนี้ค่ะ


พระอาจารย์ –  ก็รู้ มีอะไรก็รู้ แค่นั้นเองน่ะ  เราไม่เคยบอกว่าอะไรผิด ...สิ่งที่มันเกิดขึ้นทุกอย่าง เราบอก...ถูกหมดแหละ มันจะผิดต่อเมื่อไม่เห็นกับไม่รู้ เข้าใจมั้ย

ไม่ใช่คอยมาไล่อันนี้ถูกหรืออันนี้ผิด นั่นคือไปให้ค่าหรือบัญญัติหรือสมมุติขึ้นมา ...มันไม่ได้ว่าเป็นอะไรหรอก แต่ให้รู้ว่ามันมีอาการนี้ขึ้นมา  


โยม –  อย่างล่าสุดน่ะค่ะ หลานประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตอนที่เรารู้ เราจะแบบ..โอ้  แล้วก็กลับมา..อ๋อ นี่มันคือสัจธรรม แล้วเราก็รักษาอาการปกติ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปรักษามัน


โยม –  ตอนแรกมันตกใจ ก็โอ...จิตออกไปแล้ว

พระอาจารย์ –  ดีแล้ว ให้รู้อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปทำอะไร  บอกแล้วว่าตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไรกับมัน ...ต่อไปมันจะเข้าใจความหมายนี้มากขึ้น...ว่าการไม่ทำอะไรเลยคืออะไร

แล้วก็หยุดการกระทำมากขึ้น แล้วมันจะค่อยๆ เป็นแบบ...พอต่อไปนะ พอเริ่มจะไปยุ่งกับมันนะ เริ่มจะไปกระทำ เริ่มจะไปตีค่าตีความหมายปุ๊บ ...มันจะรู้สึกฝืด มันจะรู้สึกขัด 


โยม –  เมื่อก่อนเป็นค่ะ ตีค่าตีความหมาย แต่เดี๋ยวนี้มันก็เริ่มกลางๆ

พระอาจารย์ –  มันจะเริ่มน้อยลง ...ต่อไปนี่แม้แต่ว่าจะนั่งจะทำ จะกำหนดจิต มันจะทำไม่ได้เลยๆ ...แล้วตอนนี้อย่าสงสัย อย่าคิดว่าเราแย่ลง อย่าคิดว่าเราขี้เกียจขึ้น หรือคิดว่าไม่เหมือนคนอื่นนะ

มันเป็นเรื่องของจิตที่มันไม่ยอมรับการกระทำในตัวของมันเอง ...มันจะเริ่มเห็นว่า การกระทำนั่นแหละเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์ มโนกรรม วจีกรรมและกายกรรม คือการเบียดเบียนตนในระดับหนึ่ง

การกระทำนี่ จริงๆ แล้ว แม้แต่เป็นเรื่องของการตามความเชื่อความเห็นในจิต และเชื่อความเห็นในจิต แล้วมีการกำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ...เราเรียกว่าเป็นการเบียดเบียนตนแล้ว

จิตมันจะเกิดปัญญาขึ้นมา มันจะเข้าใจและยอมรับโดยที่ว่าไม่กระทำ ...คือการหยุดการเบียดเบียนแม้กระทั่งตน ด้วยความคิดหรือว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้

พอเริ่มมีอาการอย่างนั้นที่ว่าให้เข้าไปกระทำปุ๊บ มันจะหยุดทันที ...มันจะรู้สึกว่าไม่ทำเลย กลับมาอยู่เปล่าๆ กลับมาอยู่เฉยๆ


(ต่อแทร็ก 1/35  ช่วง 2)



วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/34 (2)


พระอาจารย์
1/34 (25530526D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
26 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/34  ช่วง 1

โยม –  เท่าทันกับอวิชชาที่เริ่มต้น

พระอาจารย์ –  การเกิดขึ้น จิตเริ่มต้นคือการเกิดขึ้น ...ตรงนั้นแหละที่จะเป็นจุดก่อเกิด ให้เกิดความต่อเนื่องไม่รู้จักจบ ...อย่างน้อยให้ทัน

เพราะนั้นสติเนี่ย หน้าที่ของสติจริงๆ คือให้เท่าทัน ...เพื่อไม่ให้มันไหล ยืดยาว เยิ่นเย้อ ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง ...ตรงนี้ไม่อยู่ มันอยู่ตรงโน้น อยู่ตรงนู้น อยู่นู้นนนน ...“นี้” ไม่อยู่

เพราะนั้น อย่างน้อย “สติ” เพื่อให้กลับมาเห็นตรงนี้  ณ ที่นี้ ...นึกสิ นึกว่า “นี้” นี้ๆๆๆ อยู่ตรงนี้ ...อยู่ตรงที่ว่า “นี้” นั่นแหละ เข้าใจมั้ย 

กายก็กายตรงนี้ ...ไม่ใช่กายที่บ้าน ไม่ใช่กายปีหน้า หรือชาติหน้า ...กายก็กายนี้ เข้าใจมั้ย ต้องอยู่ตรงนี้ สติให้กลับมาอยู่ตรงนี้ บ่อยๆ จนเป็นอาจิณน่ะ

ออกนอก “นี้” ไป...ไม่เอา  อยากได้อะไร...ก็ไม่เอา ...กลับมาอยู่ตรงนี้ ตรงที่ไม่มีอะไรนี่  ตรงที่ไม่มี ไม่เป็น ไม่ได้อะไร โง่ๆ เซ่อๆ ไม่รู้อะไรเลยนี่แหละ

แค่มันอยู่ตรงนี้...พอแล้ว ต้องรู้จักพอๆ ... มันจะเอา...ไม่เอา จะมี..ไม่เอา จะเป็น...ไม่เป็น ...ไม่เอา ไม่มี ไม่เป็นนอกจาก “นี้” ...เท่าที่มันมี เท่าที่มันเป็น

โง่ๆ นี่แหละ ตรงนี้ ...ตรงนี้คือจุดเริ่มต้น แล้วก็ตรงนี้คือจุดสิ้นสุด คือมันอยู่ในที่นี้แหละ ...ไม่ใช่ไปสิ้นสุดที่ความคิด ไม่ใช่ไปสิ้นสุดข้างหน้า ไม่ใช่ไปสิ้นสุดในชาติหน้า

ไม่ไปสิ้นสุดเพราะอารมณ์นั้นเกิด เพราะอารมณ์นี้ดับ ...แต่มันสิ้นสุดตรงนี้ ...เกิดก็ตรงนี้ ดับก็ต้องตรงนี้ ไม่ไปดับที่อื่นเลยนะ...ไม่ดับที่อื่นเลย

ถ้าอยู่ตรงนี้ได้โดยไม่ไปไหน...โดยธรรมชาติของสติสัมปชัญญะที่กลับมาอยู่ที่กายอันเดียวจิตอันเดียว ไม่เป็นสอง ...ถ้าอยู่ตรงนี้ไม่มีสอง กายเป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่ง

ตรงนี้ถึงเรียกว่า เอกังจิตตัง เอโกธัมโม เอโกปุริโส เป็นจิตดวงเดียว เป็นธรรมดวงเดียว ...ตรงนี้ถึงจะเรียกว่าธรรมเอก ตรงนี้ถึงจะเรียกว่าทางสายเอก

ได้ยินคำว่า “เอก” มั้ย เอกนะ ไม่ใช่โทนะ ไม่ใช่ตรีนะ ไม่ใช่อินฟินิตี้นะ ...เอกแปลว่าหนึ่ง กายหนึ่งจิตหนึ่ง ...มันจะเป็นสองตอนไหนล่ะ หา มันจะเป็นสองตอนไหน

เมื่อมันออกนอกหนึ่ง ออกนอก "นี้" ไป ...ถ้าออกนอกนี้ไปเมื่อไหร่แปลว่า จิตมีการแบ่งแยก จิตมีความแตกต่าง

เมื่อมีความแตกต่าง มันจะเกิดอาการเปรียบเทียบ  แล้วจะเกิดการตัดสิน เลือกหรือไม่เลือก ...ตอนนั้นเรียกว่าขันธ์เริ่มปรุงแต่งแล้ว เป็นอุปาทานแล้ว

แต่ถ้าอยู่ตรงนี้ ทุกอย่างจบหมด นะ นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็รู้อยู่ตรงนี้ ไม่มีอะไรเลยนะ ดูสิ ...อาชีพก็ไม่มี ผัวก็ไม่มี บ้านก็ไม่มี รถก็ไม่มี ไม่มีแม้กระทั่งตัวเรา

บอกให้เลย ไอ้อาการที่คิดว่ามี มันเป็นแค่คิดไปเองว่ามี ยังมีอยู่  มันเป็นแค่ความเห็นหนึ่งที่แยกออกไป ...แต่ถ้ากลับมาตรงนี้ ทุกอย่างจบหมดเลย ไม่มีอะไร เห็นมั้ย สังเกตง่ายๆ

แต่พวกเราไม่สามารถหรอก อันนี้พูดให้ฟังแล้วจิตสามารถน้อมได้ขณะหนึ่งแค่นั้นเอง มันไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา ...อันนี้ต้องอาศัยสติและสัมปชัญญะดึงกลับมาตรงนี้

อยู่ตรงนี้ ไม่ออกนอกนี้ ...พอเริ่มจะหา เริ่มจะค้น มันไหลออกไปแล้ว ไปข้างหน้าแล้ว ไปอดีตบ้าง ไปถึงคนนั้นคนนี้ ไปถึงอาจารย์ ไปถึงคำสอนอันนั้นอันนี้ ...ออกแล้วนะ ออกหมดแล้วนะ

ถ้ากลับมาตรงนี้ ตัดอกตัดใจซะบ้าง โง่ซะบ้าง ไม่รู้อะไรซะบ้าง ไม่ได้อะไรซะบ้าง กลับมาไม่รู้อะไร ไม่เป็นอะไร ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร...อยู่ตรงนี้

แล้วจิตมันจะเริ่มเบา จิตจะคลายตรงนี้ ณ ที่ตรงนี้...ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรนี่แหละ ทั้งที่ว่าไม่ได้อะไรนี่แหละ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ

เพราะนั้นการปฏิบัติจริงๆ จึงไม่ได้ขึ้นกับ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” ...แต่ขึ้นกับว่า สัมมาทิฏฐิจะเห็นจริงตรงนี้ไหมล่ะ แล้วยอมรับมันไหมล่ะ

มันจะไม่ยอมรับต่อเมื่อมีความคิดเกิดขึ้น แล้วก็แทรกแซง แล้วก็สร้างความเห็นใหม่ขึ้นมาว่า อย่างนี้น่าจะดีกว่าอย่างนี้  ถ้าเราทำอย่างนี้ น่าจะได้อะไรมากกว่าตรงนี้

ถ้าเราไม่ทำอะไรตรงนั้น เราก็น่าจะดีกว่าตรงนี้  ถ้าเรานั่งนานๆ มันน่าจะดีกว่านี้  ถ้าได้อารมณ์ตรงนี้มากๆ แล้วเราจะได้เร็วกว่าตรงนี้ ...มันก็ว่าไปเรื่อยๆ 

แต่ตรง “นี้” มันไม่มีเวลานะ ...“นี้” ไม่มีเวลาเลยนะ  “นี้” ไม่มียาวนะ “นี้” ไม่มีสั้นเลยนะ ...ตรง “นี้” ไม่มีว่าเร็ว ไม่มีว่าช้า เห็นมั้ย

เอาแค่ง่ายๆ ถ้าโดยจินตามยปัญญา ประกอบกับที่เห็นในขณะนี้นิดๆ หน่อยๆ  เราจะไปเข้าใจความหมายของคำว่า "อกาลิโก" มั้ย

ธรรมนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านท้าให้พิสูจน์นี่ เป็นอกาลิโก...ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ไม่มีบุคคล ใช่ไหม เป็นธรรมเดียวกับที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เข้าใจให้เห็นมั้ย

แล้วเรากำลังหาอะไรอยู่ แล้วเรากำลังอยากได้อะไรอยู่ แล้วเรากำลังอยากเป็นขั้นไหนล่ะ ...อยากเป็นโสดาไหม อยากเป็นอรหันต์ไหม

ถ้าอยู่ตรงนี้มันไม่เห็นเลยว่าอะไรคือโสดา อะไรคืออรหันต์ มีแค่ “นี้” แล้วก็จบอยู่ตรง “นี้” ...เราไม่รู้หรอกอะไร เราไม่รู้ว่าเรียกอะไร เราไม่รู้หรอกว่าดี เราไม่รู้หรอกว่าไม่ดี

ตัวเขาเองน่ะ...ความเป็นจริงคือความพอดีตรงนี้แหละ จะจบได้ต้องกลับมาจบที่ “นี้” นะ ...แล้วทุกอย่างคลายออก ละออก...ด้วย ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ

ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ธรรมทั้งหลายทั้งปวง รวมลงที่ตรงในปัจจุบัน ตัตถะ ตัตถะ...ณ ที่นี้เท่านั้น ด้วยวิปัสสติ ด้วยสติที่ตั้งลงตรงนี้เท่านั้น

ไปอ่านดู นี่คือ อตีตัง นานักขะเนยยะ ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ...สวดอยู่ทุกวัน แต่ก็หากันอยู่ทุกวัน หาทำไปเรื่อย

แต่ละคนก็จะมาบอกอุบาย คนนั้นก็บอกว่าชั้นทำอย่างนี้ หนูทำอย่างนี้แล้วได้อย่างนี้ พี่ลองดูสิ เธอลองดูสิ ...เห็นมั้ย พอกำหนดอะไรปุ๊บ มันจะมีผลหลากหลาย ซึ่งมันแตกต่างกันแล้ว

แต่ถ้ากลับมาตรงนี้ ไม่แตกต่างนะ จะไม่แตกต่างกันเลยนะ จะไม่มีคำแบ่งแยก ...แม้แต่ภาษายังไม่มีคำพูดอะไรไปใส่มัน อะไรใส่ไปตรงนี้หายหมดแหละ บอกให้เลย มันแปลความไม่ได้เลย

เพราะนั้นมันจึงเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเส้นไหน ทางไหน ทำมาอย่างไร ได้อะไรมา จะได้มากได้น้อย ได้หยาบได้ละเอียด ได้กลาง ได้ประณีต

อะไรก็ตาม ลงตรงนี้ปุ๊บ ดับหมด บอกให้เลย ไม่มีอะไรเหลือตั้งอยู่ได้บน "ที่นี้" เลย ...ตรงนี้ต่างหากคือหัวใจ คือหลัก...คือหลักที่แท้จริง

นี่คือหลักที่แท้จริง ไม่ใช่ทำอะไรเป็นหลัก หรือว่าต้องกำหนดอะไรเป็นหลัก หรือว่าต้องวางจิตยังไงเป็นหลัก ...เพราะทุกอย่างที่รู้ก็เพื่อให้เห็นตรง "นี้"

นี่กลับมา...ดับแล้ว มันก็ดับอยู่ตรงนี้แหละ แค่นั้นเอง เวลาเกิดมันก็เกิดจากตรงนี้แหละ ...แต่ว่าเราจะให้ค่ามันต่อเนื่องขนาดไหน คือต่อความยืดยาวไปขนาดไหน

สติเท่านั้นจึงจะเกิดความเท่าทัน เมื่อเราเท่าทันมันจะเริ่มสั้นลง เมื่อเริ่มสั้นลงแล้วมันจะเหลือเพียงแค่จุด เมื่อเหลือแค่จุดก็เหลือแค่ต่อม เมื่อเหลือเป็นแค่ต่อม

มันเป็นแค่อาการไหวๆ ขยับๆ กึ๊กๆ กั้กๆ อยู่ตรงนี้ พั้บๆๆๆ ...นอกนั้นไปเห็นเป็นเหมือนหมอกเงาลางๆ พอให้เดินแล้วไม่เหยียบหัวแม่ตีนคนแค่นั้นเอง เดี๋ยวถูกต่อย เดี๋ยวถูกด่า

เพราะนั้นการที่ขันธ์...คือใช้ขันธ์แค่ประคับประคองมันแค่นั้นเอง ไม่ได้ไปหมายมั่นจริงจัง เอาจริงเอาจังกับภายนอก หรือว่าเรื่องราว หรือว่าต้องได้อะไร

แต่มันจะเห็นเป็นแค่...ให้ค่าให้ความหมายแค่เมฆหมอกบางๆ แค่นั้นเอง ...ไม่ได้เอาสาระอะไร หรือว่าไปฝากผีฝากไข้ ฝากเป็นฝากตายอยู่กับการกระทำคำพูดหรืออากัปกริยาของคนภายนอก

หรืออากัปกริยาของเรา หรือของใครก็ตาม ..มันจะเห็นเป็นแค่อาการที่ว้อบๆ แว้บๆ  มีสาระเหมือนไม่มีสาระ ไม่ได้จริงจังอะไรกับมันมากมาย 

แต่ละจุดนี่จะเป็นหลัก ยืนอยู่ในหลักนี้เท่านั้นเอง  จิตมันจะอยู่ตรงนี้ได้มากขึ้นนานขึ้นตามกำลังของปัญญา ตามกำลังของญาณทัสสนะ ...แล้วมันก็จะเริ่มเป็นวิมุติทัสสนะมากขึ้น

เมื่อเป็นวิมุติทัสสนะปุ๊บ ไม่ต้องบอกมันหรอก มีอะไรมันกลับมาเลย อะไรออกไปปุ๊บ มันก็วิ่งกลับมาเลย ...อันนี้เขาเรียกว่าเป็นอริยมรรค

ไม่ได้เกิดจากความจงใจ ตั้งใจ หรือไปควบคุมแล้ว ...มันเป็นธรรมชาติที่มันจะเริ่มกลับสู่บ้านของมันเองแล้ว กลับสู่จุดตั้งต้น ความตั้งต้นของมันเอง กลับมาสู่จุดเริ่มแรกของการเกิด

เพราะว่าลึกๆ มันจะมีสัมมาทิฏฐิในจิต ในความเห็นนั้นๆ ว่า...จุดที่เกิดนั่นแหละคือจุดที่ดับ มันจะหยุดการไปดับที่อื่น หรือไปหาวิธีดับที่อื่น หรือไปหาวิธีดับด้วยการกระทำ

มันจะรู้เลยว่าแค่กลับมาตรงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดับหมด ...อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิของพระอริยะที่มันจะมากขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น สุดท้ายท่านจะหยุดการกระทำทั้งหมดเลย โดยเจตนา หรือการตรึก หรือการปรารภ

เราพูดแค่ตรึกนะ เข้าใจมั้ย เราพูดแค่วิตก เราพูดว่าแค่ตรึก เราพูดว่าแค่ปรารภ เราไม่ได้พูดถึงความอยากเลยนะ ...ท่านหยุดแม้แต่อาการตรึก ปรารภ หรือวิตก

อาการพวกนี้ไม่ประกอบ แทบไม่ประกอบด้วยตัณหาเลยนะ ก่อนตัณหาอีก บอกให้เลย ...หยุดถึงที่สุดของท่านน่ะ จะหยุดอาการภายในถึงขนาดนั้น

เพราะนั้นเมื่อหยุดปุ๊บนี่ สังขาราจะเริ่มหมดกำลังลงไปทีละเล็กทีละน้อย ...ขนาดนั้นยังไม่สุดเลย บอกให้เลย ยังเหลืออวิชชาล้วนๆ ที่ไม่มีสังขารา ยังไม่จบเลย ..ก็ยังเป็นแค่อนาคาต๊อกต๋อยอยู่เลย

ไปถึงจุดที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้วน่ะ จิตสุดที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ยังไม่จบเลย ...ไปก็ไม่ถูก มาก็ไม่ถูก อยู่ก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ได้ ...แต่มันก็รู้อยู่ มันยังไม่ได้น่ะ อย่างงั้นแหละ

ไอ้พวกเรานี่ แค่ความอยากยังไม่ทันเลย หรือความไม่อยากยังไม่เห็นเลย มันทำไปด้วยอะไรไม่รู้เลย ...เห็นมั้ยว่าปัจจยาการมันอยู่ขั้นตอนไหน

รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์หรอก รู้เอง ศึกษาเอาเอง ...แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นในการที่ก่อนเกิดความอยากหรือไม่เกิดความอยาก

ก็เห็นอยู่ แต่ว่าไม่ค่อยบ่อย ...ส่วนมากนี่มันไปเห็นตอนอยากแล้ว แล้วก็ทำจนเสร็จ...แล้วถึงค่อยเห็นว่านี่เราทำไปตามความอยาก


(ต่อแทร็ก 1/35)