วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/32 (1)


พระอาจารย์
1/32 (25530526B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
26 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ ที่โยมเล่าเรื่องภาวนานี่โอเคอยู่ใช่ไหมคะ ก็ทำไปเรื่อยๆ

พระอาจารย์ –  อือ ให้ระวังความปรุงแต่ง ...ในความลักษณะที่ว่าหงุดหงิดได้ก็หงุดหงิดไป ไม่ต้องไปห้าม หรือว่าแก้ความหงุดหงิด ...แต่ให้ระวังความปรุงแต่ง

อย่าไปคิด อย่าไปคิดหาเหตุหาผล หาจับผิดจับถูก ทำไมถึงอย่างนั้น หาจับแพะชนแกะ ...พวกนี้ ต้องทัน แล้วเลิกคิด ไม่คิดตามมันไป

ส่วนอารมณ์ ความหงุดหงิด ขุ่น มัว เศร้า หมอง พวกนี้ไม่ต้องแก้ รู้เฉยๆ ได้ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน อยากมีก็มีไป อยากตั้งก็ตั้งไป ...แต่เรื่องของสังขารความปรุงแต่งนี่ อย่าเอามาปน

ไม่งั้นอารมณ์มันจะยิ่งตั้งอยู่ต่อเนื่อง ไม่รู้จักจบ มันจะฟุ้งซ่านไปเรื่อยน่ะ ...แล้วมันจะออกพาลแล้ว มันพาลไปเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว คนนั้นคนนี้เข้าใกล้ก็หงุดหงิดไปหมด มันขัดหูขัดตาไปหมด อะไรอย่างนี้ 

ถ้าปล่อยให้มันคิดไปเรื่อยเปื่อยน่ะ มันเหมือนเอาไฟไปสุม มันเหมือนกับเร่งเอาฟืนไปสุมน่ะ ความคิดปรุงแต่งนี่...ทั้งในแง่บวกแล้วก็แง่ลบน่ะ

พยายาม...ถึงบอกทุกคนว่าพยายามคิดให้น้อย ไม่ใช่เอะอะๆ อะไรก็คิด  เอะอะๆ อะไรก็หาเหตุหาผล  เอะอะๆ อะไรก็ไปพิจารณาถึงเหตุการณ์นั้นนี้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้

แต่ถ้าเท่าทันหรือว่าความคิดน้อยลงนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะเป็นไปตามเหตุและปัจจัยเอง แล้วก็เรียนรู้กับมันอย่างนั้น

แต่ความคิดน่ะมันทำให้เปลี่ยนระบบสมดุล ...เพราะพอเดี๋ยวมันคิดไปข้างหน้าปุ๊บ มันจะมีการกระทำตามนั้นออกไป 

(หยุดช่วงมีพระภิกษุเข้ามาร่วมฟัง)


ผู้ถาม –  มาฟัง ไม่มีปัญหาอะไรครับ ฟังเฉยๆ

พระอาจารย์ –  ยิ่งอยู่ยิ่งไม่ต้องทำอะไรมากขึ้น ใช่มั้ย ยิ่งอยู่ยิ่งง่ายๆ ขึ้น ...ว่าแต่อย่าจริงจัง อย่าไปเอาจริงเอาจังอะไร บวชสบายๆ อยู่เรียนรู้ไป


ผู้ถาม –  เฉยมากขึ้นครับ

พระอาจารย์ –  เป็นปกติ เรียนรู้ความเป็นปกติ

จริงๆ รูปแบบของพระ อย่างที่ผมพูดน่ะ พระพุทธเจ้าท่านวางมาตรฐานการบวช หรือมาตรฐานการดำเนินของพระนี่ เพื่อให้กลับมาเรียนรู้ความเป็นปกติเรียบง่าย ธรรมดา

ถ้าชีวิตจริงๆ แล้วนี่ แค่นี้ก็พอแล้ว อยู่ได้ ไม่ต้องขวนขวายหรือว่าดิ้นรนทะยานอยากอะไร ในความเป็นกลาง แค่นี้ ปัจจัย ๔ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยา ที่อยู่อาศัย อยู่แค่นี้

ก็สามารถจะดำรงชีวิตได้โดยการปฏิบัติธรรม นี่ กลับเป็นปัจจัยให้เกิดความปกติเรียบง่ายมากขึ้นๆ ยิ่งเป็นปกติเรียบง่ายมากขึ้นเท่าไหร่ ความเห็นจริง ยอมรับความเป็นจริง มันจะมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าเราทำให้มันพิเศษ ประหลาด มหัศจรรย์ หรือว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ...ถ้าเพิ่มไอ้พวกนี้เข้าไปนี่ มันจะเป็นตัวขัดขวาง โดยปริยาย เป็นตัวปิดบังโดยปริยาย

เป็นตัวทำให้เราเกิดความไขว้เขว ทำให้เกิดความลังเล เกิดความเข้าไปมีเข้าไปเป็นพวกนี้ ...สภาวธรรมก็จะถูกเบี่ยงเบนไป ไปตามคนละทิศคนละทางของการกระทำแต่ละอย่าง

แล้วเราก็จะไปจับเอาผลของการกระทำนั้นๆ น่ะ มาเป็นที่พึ่ง ถ้าไปจับผลของการกระทำต่างๆ นานา ที่ทำขึ้นมา มาเป็นที่พึ่งนี่ บอกให้เลยว่า มันจะค่อยๆ ออกนอกไตรสรณคมน์มากขึ้นๆ

ออกนอกพุทธะ ออกนอกธรรมะ ออกนอกสังฆะ หรือพูดโดยรวม พุทธะ ธรรมะ สังฆะ หรือไตรสรณคมน์ที่แท้จริง ก็คืออริยมรรค ก็คือองค์มรรค

ถ้าอยู่ในองค์มรรคอยู่ตลอด หรือด้วยจิตที่เป็นกลาง ปกติธรรมดา ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นกลาง ปกติธรรมดานี่ ...ลักษณะนี้คืออยู่ในองค์มรรคตลอดเลย

แล้วผลที่สุด จิตที่อยู่ในองค์มรรคอยู่ตลอด มันก็เข้าไปสู่ความเป็นไตรสรณคมน์ เข้าถึงพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ที่เป็นหัวใจ หรือว่าเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธเจ้าที่ต้องการ

หรือว่าเป้าหมายสูงสุด...ก็คือเป้าหมายที่เป็นจุดสุดท้ายของการเกิดการตาย หรือว่าถ้าตายก็เรียกว่าตายครั้งนี้คือครั้งสุดท้าย ...นั่นน่ะคือเป้าหมาย

แต่ถ้าออกนอกนี้ไปนี่ ไม่เอาที่พุทธะเป็นสรณะ ไม่เอาธรรมะเป็นสรณะ ไม่เอาสังฆะเป็นสรณะแล้ว มันเอาไอ้สิ่งที่มันอยากได้ อยากมี อยากเป็น...เป็นสรณะ

นั่งสมาธิแล้วต้องอย่างนั้น ทำความเพียรเยอะๆ แล้วจิตจะเป็นอย่างนั้น อดข้าวเจ็ดวัน สิบวัน แล้วเดี๋ยวมันจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้  ถ้าเราปิดวาจาซะอย่างนั้น แล้วจะเป็นอย่างนี้

นี่ มันเอาพวกนี้ เอาผลที่ได้จากการประกอบกระทำมาเป็นที่พึ่ง แล้วก็เหมาเอาเองว่าสิ่งที่ทำน่ะเรียกว่าสภาวธรรม 

แต่มันไม่ใช่สภาวธรรมที่แท้จริง เพราะเป็นสภาวะที่ประกอบกระทำขึ้นมาด้วยความจงใจหรือเจตนา

ตรงนี้ คนที่มีปัญญาน้อยหรือว่าคนที่ไม่มีปัญญา จะแยกไม่ออก ว่าสภาวธรรมที่จริง กับสภาวะที่ทำขึ้น มันต่างกันยังไง ...มันจะเกิดอาการแบบเหมา...เหมารวมหมด กูได้ กูมี กูเป็น แล้วก็ยึด

ถ้าทำขึ้นมา..ไม่มีใครไม่ยึดหรอก บอกให้เลย ...ก็หามากับมือน่ะสภาวะนี้  เหมือนหาเงินน่ะ หาเงินก็ได้เงิน ก็คิดว่าเงินนี้ได้มาเพราะเรา

นี่เห็นมั้ย มันต้องยึดอยู่แล้วว่าเงินนี่เป็นสมบัติของเราน่ะ ใครจะมาช่วงชิงวิ่งราวไป มันก็มีอาการเสียดาย มันก็มีอาการที่ไม่ยอมรับ มันก็มีอาการที่หวงแหน

มันก็มีอาการที่จะสะสมมากขึ้นๆ เห็นมั้ย ผลแห่งการกระทำ แล้วมันเอาผลของการกระทำมาเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ นี่...เราถือว่าออกนอกไตรสรณคมน์แล้ว

แต่ถ้าประกอบด้วยการอยู่ในองค์มรรคสม่ำเสมอ ด้วยจิตที่เป็นกลาง หรือว่ารับรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ แล้วก็วางกายวาจาจิตของเราเป็นปกติธรรมดา...ไม่ขาดไม่เกิน

อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ จะปรากฏยังไง จะไม่ปรากฏอะไร นั่งทั้งวันแล้วก็ไม่ได้อะไร จิตก็ยังเหมือนเดิม อะไรอย่างนี้ ...ต้องรับรู้กับอาการนี้ด้วยจิตที่สงบสันติ

ตรงเนี้ย เนี่ย เราถือว่าเป้าหมายสุดท้ายของการที่จิตดำเนินอยู่ในความเป็นกลางอย่างนี้ ...ก็จะเข้าถึงความหมายของคำว่า พุทธะ เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าธรรมะ หรือสภาวธรรม

เข้าถึงความหมายของการเป็นสังฆะ คืออริยจิต หรือว่าโลกุตรจิต ตรงนั้น...มันไม่ใช่ว่าจะเข้าถึงได้ด้วยการทำ หรือไม่ทำ

แต่ว่าเบื้องต้นน่ะ ของคนนักปฏิบัติ มันจะตั้งเป้าหมายว่า จะถึงได้ต้องทำเยอะๆ ทำให้ได้ แล้วก็รักษาสิ่งนั้นไว้จนที่สุดแห่งการได้มา ...แต่ว่าแรกๆ พวกเราก็ต้องทำ แต่ว่าให้ทำสติ

ไม่ได้ให้ทำอย่างอื่น เข้าใจมั้ย ไม่ได้ให้ทำเพื่อให้ได้ผลอย่างอื่นเลย ...ทำสติ หรือว่าตั้งสติ ประกอบสติ เจริญสติ ขึ้นมาเนืองๆ ...มันจึงเป็นปัจจัยต่อเนื่องให้เกิดศีลสมาธิและปัญญา

ถ้าไม่มีการเจริญสติ ศีลไม่เกิด สมาธิไม่เกิด ปัญญาไม่เกิด ...ศีลไม่เกิดคือมันจะไม่เป็นปกติได้เลย ...เพราะนั้นสติจึงเป็นตัวให้เกิดศีลด้วย

เมื่อมีความเป็นปกติเนืองๆ ผิดปกติเมื่อไหร่ก็รู้ๆ  แล้วไม่เอา ไม่ต่อ รู้เฉยๆ สติก็ระลึกรู้ ...มันก็จะปรับความผิดปกติ ไม่ต่อเนื่องออกไปให้มันมากขึ้น จิตก็จะคืนสู่ความเป็นปกติ

เพราะนั้นศีลหรือความปกตินี่ จึงอยู่ได้ด้วยปัจจัยของสติ ...เมื่อมันมีสติ มีความเป็นปกติอยู่เนืองๆ หรือว่าเป็นปัจจุบันธรรม มีสติรู้ปกติของจิตเป็นปัจจุบันธรรม เป็นธรรมภายในของจิตของปัจจุบันนั้นๆ

สมาธิและปัญญาก็เกิดขึ้นตรงนั้น ความตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันธรรมก็จะปรากฏอยู่ตรงนั้น ก็จะตั้งอยู่ในปัจจุบันนั้นๆ ...ปัญญาก็จะเกิด เมื่อเกิดอาการหวั่นไหว ส่ายแส่ ไหลไปไหลมาตามขันธ์ภายนอกที่มากระทบ


ผู้ถาม –  อ๋อ ปัญญานี่คือตรงที่เรารู้ 

พระอาจารย์ –  รู้ทันตรงนั้น


ผู้ถาม –  รู้ว่ามีอาการกระเพื่อมของจิต

พระอาจารย์ –  อือ นั่นแหละปัญญาที่แท้จริงคือแค่นั้นเอง

เพราะนั้นไอ้ที่เราอยากรู้อยากเห็นอะไร อยากเข้าใจอะไรน่ะ...ไม่ใช่นะ อันนั้นไม่ใช่ปัญญาจริงๆ เป็นแค่จินตามยปัญญา หรือความคิดหรือความเข้าใจ


ผู้ถาม –  แต่พอรู้สึกนี่ก็จะมองออก มีสติปุ๊บนี่

พระอาจารย์ –  จิตมันจะปรับสมดุลให้เป็นปกติ


ผู้ถาม –  ให้มันเป็นศีลมากขึ้นเรื่อยๆ

พระอาจารย์ – จะกลับเป็นปกติมากขึ้นๆ

เมื่อมันเห็นโดยรอบ เห็นเท่าทันในทุกกระบวนการของการสัมผัสสัมพันธ์กันระหว่างขันธ์ภายใน กับขันธ์ภายนอก ทั้งที่มีวิญญาณครอง ทั้งที่ไม่มีวิญญาณครอง

ปัญญามันก็จะชำระสิ่งที่...อะไรเป็นเหตุให้เกิดการหวั่นไหว อะไรเป็นเหตุให้เกิดการส่ายแส่ ...ตรงนั้นปัญญามันจะเริ่มเห็นของมันไปเองว่าไอ้ที่อยู่ภายในใจนี่มันเป็นเหตุให้เกิดตัณหาขึ้นมา


(ต่อแทร็ก 1/32  ช่วง 2)



วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/31 (2)


พระอาจารย์
1/31 (25530526A)
26 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/31  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อรู้เป็นกลางนี่ ถ้ารู้เป็นกลางเมื่อไหร่ โดยไม่เข้าไปแตะต้องทั้งภายนอกและภายใน ...จนเกิน เป็นไปตามความอยากหรือไม่อยาก ...อันนี้เกิน เกินไป

ตรงนี้ มันจะเข้าใจความหมายว่า ปล่อยไปตามเหตุปัจจัย เข้าใจมั้ย ...ต่างคนต่างดำเนิน ไม่ว่ายังไง เราแค่มีหน้าที่รู้แล้วประคับประคองมันไป ไม่ต้องอะไรกับมันมากมาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าหยุดโดยสิ้นเชิง หรือว่าไม่ทำอะไร งอมืองอตีน...ไม่ใช่ ...ก็ทำไปตามปกติ เคยทำยังไงก็ทำไป เรียนรู้กับมันว่าอันไหนเกิน อันไหนขาด อย่างนี้

ก็ค่อยๆ รู้ไป แล้วมันจะเข้าใจว่า อ๋อ ปล่อยให้มัน...ขันธ์ภายนอกจะว่ายังไงก็ว่าไป เขาจะรบราฆ่าฟัน เขาจะว่ากันยังไง เขาจะมีความเห็นยังไง เราเอามือไปปิดปากเขาไม่ได้

เราไม่ต้องอธิบายว่า เขาจะต้องเห็นถูกอย่างนั้น ไอ้อย่างนี้ผิด ...เห็นมั้ย เราไม่ต้องไปยุ่งกับขันธ์ภายนอกจนเกินไป หรือผู้คน หรือวัตถุ หรือเหตุการณ์จนเกินไป

เหตุการณ์อย่างนั้น เหตุการณ์อย่างนี้ ที่เรารับรู้แล้วมันกระทบเกิดความเดือดร้อน สบายใจมั่ง ไม่สบายใจมั่ง ...เราก็ต้องรู้ทันภายในของเรา

สบายใจ ไม่สบายใจ หงุดหงิดรำคาญ คิดปรุงแต่ง มีความอย่างนั้นอย่างนี้ ...ก็ให้เห็นอาการที่มันเกิดขึ้นๆ หมุนอยู่อย่างนี้ ด้วยอาการที่ว่ารู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง

ตั้งมั่นอยู่กับความเป็นกลาง ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน ไม่เข้าไปพัวพัน ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยว หรือเข้าไปแสวงหา ในอดีตหรือในอนาคต

เพราะเวลาเรารับรู้ ถ้าสติไม่ตั้งมั่นเพียงพอ หรือว่าไม่อยู่กับรู้หรือว่ารู้เฉยๆ ...มันจะเข้าไปเกลือกกลั้วกับอารมณ์ ...พอเกลือกกลั้วกับอารมณ์ปั๊บ มันจะมีความไปหาอารมณ์

ไปหาทางแก้ ไปหาทางที่ว่า ทำยังไงข้างหน้าที่มันจะดีกว่านี้ ...ตรงนี้มันเข้าไปเบี่ยงเบนความเป็นธรรมชาติของขันธ์ภายในและขันธ์ภายนอก

ลักษณะที่มันเข้าไปเบี่ยงเบนไปหมดปุ๊บนี่ ผลลัพธ์ออกมาคือความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ว่าเราทำได้มั่ง เราทำไม่ได้มั่ง เราทำได้ก็คิดว่าเราเก่ง เราสำเร็จ เรามีความสามารถ

ก็มีความเชื่อว่าตัวเรา...ตัวเรานี่แข็งแกร่งๆ มากขึ้นในการกระทำอย่างนั้นอย่างนี้ ...ความเป็นมานะ อัสมิมานะ หรืออัตตาของเราก็จะมากขึ้นๆ หนาแน่นๆ ขึ้นว่าตัวตนเรา

เหมือนคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วสามารถพูดแล้วมีคนฟัง พูดแล้วเขาเชื่อแล้วเขาเอาไปทำได้สำเร็จผลอย่างนี้ เขาจะมีความรู้สึกว่าเขานี่เก่ง หรือว่าเหนือ

เห็นมั้ย อัตตามันก็จะมีมากขึ้น พอกพูนขึ้น ว่าเราทำได้ ...ความเป็นตัวเป็นตนน่ะมันไม่จางคลาย มันมีแต่เพิ่มขึ้นไม่รู้ตัว

แต่ถ้าเราปล่อย...โดยที่ว่าไม่ให้ไปยุ่งกับมันนี่ ...ความเป็นตัวเป็นตน ความเป็นของของเรา ความเป็นตัวเรานี่ เราไม่ได้เอาตัวนี้ออกมาใช้เลย ...มันก็จะค่อยๆ ฝ่อลงไป

แล้วก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี่...ถ้าเราไม่ยุ่งกับมันนะ ไม่เอาเราเข้าไปยุ่งกับมันนี่นะ มันก็ดำเนินไปได้น่ะ ...มันก็มีอยู่แล้ว เหตุการณ์ก็มีอยู่แล้ว 

ผู้คนเขาจะพูด เขาจะคิด เขาจะทำยังไง ถ้าเราไม่ต้องยุ่งนะ เขาก็ดำเนินของเขาไปได้ ...ส่วนใจนี่ ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับอารมณ์ อาการมันก็หมุนไปหมุนมาของมัน 

ไม่ใช่ว่าเราต้องไปทำมันตลอดเวลา ...ก็เราลองไม่ทำมันดูสิ มันก็มีของมันน่ะ หรือบางทีก็ไม่มี เดี๋ยวบางทีก็มากขึ้น เดี๋ยวบางทีก็น้อยลง เห็นมั้ย

เมื่อเราเห็นลักษณะที่เมื่อไม่เอา "เรา" เข้าไปยุ่ง ไปกระทำ ...การดำเนินไปของขันธ์น่ะ เขาก็ดำเนินไปโดยธรรมชาติ เป็นกลาง เป็นอิสระของเขาอยู่แล้ว

ตรงนี้ “เรา” ก็จะเริ่มคลายออก คลายตัวออก ความเห็นที่เป็นเราก็จะน้อยลงๆ ...ก็ต่างคนต่างเป็น ต่างคนต่างกระทบสัมผัสกัน มองเป็นเรื่องปกติ ...เป็นธรรมดา

ไม่ใช่ดี ไม่ต้องไปตื่นเต้น ไม่ต้องไปเสียใจดีใจในอาการที่มันมีอยู่บ้าง มากขึ้นบ้าง น้อยลงบ้าง หายไปบ้าง หรือเกิดขึ้นซ้ำซากๆ บ้าง หรือว่านานๆ เกิดทีบ้าง หรือว่าเกิดแล้วอยู่ยาว เกิดแล้วอยู่สั้น อย่างนี้

ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมัน ไม่ใช่ว่าผิดหรือว่าถูกอะไรเลย ...ซึ่งอาการหรือความเห็นเช่นนี้จะเกิดได้ต่อเมื่อ ทั้งหมดกระบวนการจะต้องอยู่ในที่เราพูดทั้งหมดเลย

คือต้องรับรู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง ตั้งมั่น เป็นกลาง  แล้วก็เห็นอาการภายนอกและภายในตามความเป็นจริง ...ทุกอย่างจริงหมด คนนั่งนี่ก็จริง หมานอนอยู่นี่ก็จริง ลมพัดนี่ก็จริง สัมผัสนี่ก็จริง

ถ้าเรารู้ เห็นมั้ย ไม่ต้องไปแตะต้อง ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร ธรรมดา ปล่อยให้เขาเป็น ดำเนินไป ...แล้วก็ดู พอใจ-ไม่พอใจมั้ยในอาการ...เฉยๆ ก็เฉยๆ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร

นี่ขันธ์เราก็นั่งอยู่ รูปก็นั่ง ภายในขันธ์รูปก็นั่ง นามเป็นยังไง ยินดี-ยินร้าย มีความปรุงมีความแต่งอะไรอยู่ ก็ดูไป ภายนอกภายใน ...ภายนอกมี ภายในก็มี

แต่ว่าปกติมั้ย เราไปยุ่งกับมันมั้ย ไปยุ่งกับมันตอนไหน ...นี่คือลักษณะอย่างนี้ สติต้องเห็นทั้งภายนอกและภายใน โดยสมดุล ...คำว่าสมดุลนี่ ต่างคนต่างอยู่ด้วยกันได้โดยสันตินะ เข้าใจมั้ย

การที่เราจะเข้าไปหยิบเข้าไปจับ เข้าไปทำอะไรนี่ เข้าใจมั้ย มันทำไปด้วยความปรารถนาทั้งหมด ...เพราะนั้นในระหว่างที่กระทำไปนี่ พระพุทธเจ้าก็บอกให้รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง

คือทำไปเถอะ ก็ทำได้ ...แต่ให้รู้ตัวอยู่ รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก็ทำไป เป็นการปรับสมดุลให้ทั้งภายนอกและภายใน กลับมาคืนเป็นเรื่องธรรมดา ...นี่แหละ แล้วทุกอย่างมันก็จะเป็นไปตามเหตุและปัจจัย

เหมือนฝนจะตกนี่ เห็นมั้ย มันต้องพร้อมด้วยเหตุปัจจัย ใช่ป่าว สภาวะอากาศ ปริมาณความชื้น ลม อุณหภูมิ พวกนี้มันจะต้องเป็นปัจจัยของมันเองที่มันพอดี พั้บ ฝนมันจึงตก

เพราะนั้น เราอยากให้ฝนตก..ก็ไม่ได้ เราอยากให้ฝนหยุดก็ไม่ได้ ...แล้วเราพยายามจะทำให้ฝนตกนานๆ ก็ไม่ได้ หรือพยายามทำให้ไม่มีฝนเลยก็ไม่ได้

อย่างนี้เรียกว่าเรากำลังเข้าไปฝืนเหตุและปัจจัย ด้วยการเข้าใจว่าเราทำได้ ...นี่ ชีวิตเรานี่มันอยู่ด้วยการฝืนเหตุและปัจจัย โดยไม่ยอมรับ

ว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันดำเนินนี่ หรือว่ามากระทบมาสัมผัสเรานี่ โดยหลักใหญ่แล้วนี่ เขามา หรือเขามี หรือเขาเป็น หรือเขาเกิด...ด้วยเหตุปัจจัยที่พอดีของมันอยู่แล้ว 

แต่ว่าตัวเราก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งเหมือนกันในการเข้าไปแทรกแซง ...ก็พยายามเอา “เรา” ออกมามากๆ ถอยออกมา หยุดการกระทำของเรามากๆ แค่นั้นเอง 

มันจะมองเห็นเหมือนแบบเรานั่งอยู่บนภูแล้วดูเสือกัดกันน่ะ ก็จะเห็น ...นั่งแบบสงบ โดยดุษฎี นั่งดูทุกสิ่งทุกอย่าง กายดำเนินยังไง จิตดำเนินยังไง 

เห็นมั้ย มันจะแยกส่วนกันเลย แยกขันธ์ออกเป็นส่วนๆ ...แล้วก็มีหน้าที่...จิตที่มีปัญญาหรือว่าโดยธรรม หรือเป็นธรรม หรือมีปัญญาญาณทัสสนะแล้วนี่ มันจะรู้ดูเห็นอยู่เฉยๆ

เหมือนกับนั่งอยู่ในที่สูงแล้วก็นั่งดูกาย หรือว่าดูอารมณ์ภายใน แล้วก็ดูอาการภายนอก ต่างคนต่างแสดงละคร หรือว่าประกอบปัจจัยซึ่งกันและกันยังไง มีการกระทบ มีการสัมผัสกันอย่างนี้ๆๆ

ใจก็มีหน้าที่รับรู้หรือดูเฉยๆ เห็นอยู่ เห็นอาการตามความเป็นจริง ...ไม่ได้ไปยินดียินร้ายกับสิ่งที่มากระทบสัมผัสกันอยู่ ระหว่างอายตนะภายนอกกับผัสสะภายใน กับตัวรู้ ...เข้าใจรึยัง


โยม –  เข้าใจแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พระอาจารย์ –  เข้าใจส่วนหนึ่ง การกระทำอีกส่วนหนึ่ง (โยมหัวเราะ) ...มันต้องไปทำ จนถึงเข้าถึงใจ ...แค่เข้าใจนี่มันเข้าแค่หู แล้วก็จดจำ แล้วก็คิดเอาเองว่าเข้าใจ

แต่ว่ามันจะถึงขั้วจริงๆ ต้องเข้าไปถึงใจ เห็นซ้ำซากๆ ...รู้ แล้วก็ใช้อยู่ประจำ เห็นอยู่ประจำในการดำเนินอยู่ในองค์มรรคอย่างนี้

ภาวะที่มันจะเกิดความแจ้งในใจหรือว่าปัจจัตตัง จึงจะเรียกว่า “เข้าใจ” ...มันรู้เข้าไปที่ใจเลย รู้แล้วมันเข้าไปที่ใจเลย

ไม่ใช่รู้แล้วออกมาอยู่ที่ความคิด รู้ด้วยความคิด รู้ตามความคิดความจำ รู้ตามที่ได้ยินได้ฟังแล้วจดจำได้ ...แต่มันจะกลับไปรู้อยู่ที่ใจ รู้แล้วกลับมารู้อยู่ที่ใจ จะตั้งมั่นอยู่ที่ใจ

เป็นหนึ่งอยู่กับใจรู้...ที่ไม่วอกแวกส่ายแส่ ไหลไปไหลมา ส่าย กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ดิ้นรน ทะยานอยาก ...จนมันอยู่ในที่อันควร อยู่ที่ฐานที่รู้เปล่าๆ เป็นปกติ


(ต่อแทร็ก 1/32)




วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/31 (1)



พระอาจารย์
1/31 (25530526A)
26 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ ปล่อยมันไปตามเหตุปัจจัย มันมีนัยยะว่ายังไง แล้วอะไรมันจะเป็นเหตุปัจจัยจริงๆ ...เราว่าเราใช้ชีวิตถูกต้องแล้วอย่างนี้เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ...ตามปกตินี่ โดยที่สมมุติเราจะตั้งความหวังอะไร หรือจะทำอะไร ...ตั้งใจทำอะไรนี่ หรือจะไม่ทำอะไรก็ตาม 

หรือจะตั้งอย่างนั้นว่าจะต้องอย่างนี้อย่างนู้น...ก็ตั้งไป ก็ทำไปตามที่เราต้องการอย่างนั้นน่ะ ตามปกติไป

แต่เมื่อถึงวาระที่มันไม่ได้เป็นไปดั่งที่เราตั้งไว้ หรือที่เราคิดไว้ คาดเอาไว้ อย่างนี้ ...ถ้าถึงภาวะอย่างนั้นน่ะ ไม่ต้องดิ้นรน หรือว่าขวนขวาย หรือว่าดื้อดึง ดันทุรังต่อ

ด้วยการที่ว่าจะแก้ หรือต้องทำให้ได้ หรือว่าต้องเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนให้ได้อย่างนี้ ...พอถึงวาระนี้ที่จิตมันจะเข้าไปมากขึ้น หรือว่าต้องได้อย่างนี้ ...นี่ ต้องปล่อยแล้ว เข้าใจมั้ย 

ต้องรู้จักถอยออก ให้มันเป็นไปเอง...ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้  จะเปลี่ยนก็เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยน ตรงนี้เขาเรียกว่าปล่อยไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง

โดยที่เอาความปรารถนาของเรานี่ถอยออกมา ถอยออกมา ...ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการที่ไปฝืนเหตุและปัจจัย ...ตรงนี้ จะมีปัญหาในการที่ว่าไปสร้างกรรมขึ้นมาใหม่

แต่ไอ้ตามเหตุปัจจัยนั่นก็หมายความว่าเราก็ยินยอมรับ ถือว่านั่นเป็นวิบากที่เราจะต้องรับ จะได้ก็ได้ จะไม่ได้ก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนไม่ได้ก็เปลี่ยนไม่ได้

ใครจะเป็นยังไง ใครเขาจะว่าอย่างนั้น ใครเขาจะพูดอย่างนี้ แล้วเราต้องไปคอยแก้ตัวกับเขา ต้องคอยอธิบายกับเขา ชี้แจงอะไรกับเขานี่ ...เราก็หยุดการกระทำอย่างนี้ เข้าใจมั้ย

แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย คือแล้วแต่...เขาจะว่าก็ว่าไป เขาเข้าใจก็เข้าใจ เขาไม่เข้าใจก็เรื่องของเขา อย่างนี้นี่ เป็นเหตุปัจจัยของเขาแล้ว ...นี่เขาเรียกปล่อยตามเหตุปัจจัย

เราไม่ต้องไปแก้หรือคอยอธิบาย เราต้องอย่างนั้นน่ะ คุณต้องอย่างนี้นะ อย่างนี้ ...คือไม่ไปพัวพันกับมันด้วยเป้าประสงค์ใดประสงค์หนึ่งที่เราปรารถนา อย่างนี้

มันต้องหัดเรียนรู้ที่จะปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ด้วยความอดทน แล้วก็อดกลั้น เข้าใจมั้ย ...เพราะมันจะมีจิตอีกตัวหนึ่งน่ะ ของเราเองนั่นน่ะ

มันมีจิตที่มันจะเข้าไปประกอบกระทำ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ให้มันดั่งใจในสิ่งที่มันไม่ดั่งใจ อะไรอย่างนี้ ...อย่างนี้เขาเรียกว่าเริ่มเข้าไปพัวพันแล้ว

เพราะนั้นการเรียนรู้ตามเหตุปัจจัยหรือปล่อยไปตามเหตุปัจจัยนี่ นัยยะหนึ่งคือจิตมันจะเรียนรู้โดยการปล่อยวาง ยอมรับความเป็นจริงที่ปรากฏ...โดยไม่มีเงื่อนไข เข้าใจมั้ย มันเป็นอย่างนั้น

นี่ ถึงจะเรียกว่าตามเหตุปัจจัยจริงๆ เพราะนั้นพอวาระสุดท้ายแล้ว เมื่อยอมรับตามเหตุปัจจัยได้จริงๆ นี่ หมายความว่าเราจะหยุดการเข้าไปกระทำโดยทั้งสิ้นทั้งปวง

อะไรจะเกิดก็ได้ อะไรจะตั้งอยู่ก็ได้ อะไรจะดับไปก็ได้ เข้าใจมั้ย ...ก็ตามเรื่องของมันน่ะ

มันจะอยู่นาน มันจะอยู่ไม่นาน มันจะมาอีก มันจะไม่มาอีก มันจะซ้ำซาก  จะเกิดบ่อย อยู่นาน เกิดเร็วหายเร็ว อย่างนี้ ...ก็จะไม่ไปเดือดเนื้อร้อนใจกับสิ่งที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

เพราะนั้นตรงนี้ปัญญามันจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นว่าสุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างนี่ มันเป็นสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเอง

โดยที่เรานี่ หรือใครก็ตามนี่ ไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือว่าทำ หรือว่าให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้ ...จิตมันจะปล่อยออกหมดเลย แล้วก็จะเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของทุกอย่าง

นี่ มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์ต่างหากเป็นตัวดำเนิน ...ไม่ใช่ใครคนใดหรือว่าแม้กระทั่งเรา ที่จะเป็นผู้เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือทำให้มันคงอยู่ หรือทำให้มันดับไปได้

เพราะนั้นเมื่อปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นอิสระ ภายนอกก็เป็นอิสระในการตั้งอยู่ ดำเนินไป หมุนไป ภายในก็คือกายวาจาใจของเรา ก็มีหน้าที่รับรู้

แล้วก็ทำไป เท่าที่จะทำ...ประคับประคองในการอยู่ร่วมกันโดยสมดุล สันติ ...เพราะนั้นมันจะมีความว่ายอมรับความจริงทั้งภายนอกและภายใน

ภายในก็รับรู้ ภายนอกเขาก็ปรุงแต่ง เขาก็แสดงอาการต่างๆ นานาไป ...ภายในเราก็รับรู้ด้วยอารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ว่ากันไป ก็ปล่อยให้มันมีไป ...แล้วสุดท้ายก็ดับทั้งสองฝ่าย เข้าใจมั้ย

มันก็เปลี่ยนไปทั้งคู่นั่นแหละ ภายในเปลี่ยนภายนอกก็เปลี่ยน ภายนอกเปลี่ยนภายในก็เปลี่ยนอย่างนี้ ...แต่ว่าต่างคนต่างหมุน แล้วก็จะไม่มีตัวที่สามตัวที่สี่...ที่ว่าเรานี่เป็นตัวเข้าไปแทรกแซง

หรือไปยุ่ง ไปเปลี่ยนทั้งภายนอก ไปเปลี่ยนทั้งภายใน ...เห็นมั้ย มันกลายเป็นต่างคนต่างเป็นอิสระทั้งขันธ์นอก ขันธ์ใน ขันธ์ภายนอก ขันธ์ภายใน แล้วก็มีใจรับรู้

คราวนี้ไอ้ใจที่รับรู้ตอนนั้นน่ะ มันก็ตามกำลังภูมิปัญญาของใจแล้ว ...ถ้าอย่างพวกเราๆ นี่รับรู้...พั้บๆๆๆ รับรู้ ข้างนอกหมุน ข้างในก็หมุนตาม "เรา" รู้ปั๊บ มันไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ เข้าใจมั้ย

"เรา" จะเข้าไปแทรกแซง ยุ่งเลยน่ะ...รับไม่ได้ อันนี้ไม่ได้ มันต้องอย่างนั้น มันควรจะเป็นอย่างนี้ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ เราจะต้องทำอย่างนี้ๆๆ


โยม –  สติมันขาดไป

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่สติขาด ไอ้ความ...ใจที่รู้...ที่มันยังมีอาสวะแขวนลอยอยู่ หรืออนุสัยแขวนลอยอยู่นี่ มันจะผลักดันให้เกิดตัณหาอุปาทานในการรับรู้นั้นๆ

มันก็จะเกิดอาการที่เป็นทั้งปฏิฆะแล้วก็ราคะ ทั้งพอใจและไม่พอใจ หรือเกิดอาการที่ว่ายินดีหรือยินร้ายต่อขันธ์ภายนอก

อย่างนี้เรียกว่าขันธ์ภายนอก มากระทบกับตาหูจมูกลิ้นกายใจ มากระทบกับขันธ์ของเรา ปุ๊บ จิตก็จะมีเวทนา ความรู้สึก มีอารมณ์เกิดขึ้นภายในของเรา

นี่เรียกว่าขันธ์ภายในของเราเริ่มดำเนินแล้ว...เราก็รู้ สติก็รู้ ...แต่ถ้าไม่มีสติรู้ มันก็หมายความว่า ปล่อยให้อารมณ์น่ะเป็นตัวพาดำเนิน

เพราะนั้น การดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคนนี่ มันใช้ตัวความคิดกับอารมณ์เป็นตัวพาดำเนินวิถีการทำงาน วิถีการอยู่ร่วมกับผู้คน วิถีการจะไปจะมา

มันแล้วแต่ว่า มันอยากจะไปก็ไป ด้วยความคิดที่อยากไป อย่างนี้ มันจะเป็นตัวพาดำเนิน อยากได้อะไร อยากจะทำอะไร เห็นมั้ย มันอยู่แค่นี้ อยู่ที่ความปรุงแต่งหรือความคิดอ่าน

แต่คราวนี้พอมาเป็นนักปฏิบัติปุ๊บ ขันธ์ภายนอกมี รู้เห็นกระทบมา มีอารมณ์ปุ๊บ กระทบรู้ ...มันมีอีกตัวหนึ่งคือสติที่เห็นไง เห็นว่า...อ๋อ มันมีอารมณ์ มีความพอใจ มีความไม่พอใจ

แต่คราวนี้ว่าไอ้สติที่รู้ตรงนี้ มันรู้จากใจน่ะ สติกับใจนี่ตัวเดียวกันที่แบ่งออกมา ...นี่ พอรู้แล้วมันไปด้วยน่ะ มันไม่รู้เฉยๆ มันไม่รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง เข้าใจมั้ย

ถ้าไม่รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง พอรู้ว่ามีอารมณ์ปุ๊บ มันทนไม่ได้น่ะ มันจะต้องเข้าไปแก้ มันจะต้องเข้าไปทำ อะไร ...อย่างนี้ เริ่มเข้าไปแทรกแซงอารมณ์แล้ว ไปแทรกแซงขันธ์ การดำเนินไปของขันธ์

เพราะนั้น พอเริ่มแทรกแซงการดำเนินไปของขันธ์ภายในปั๊บนี่ หรือตามมันไป หรืออะไรก็ตาม เรียกว่าเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้มันเป็นไปหรือไม่เป็นไปอะไรก็ตามนี่

มันจะพาให้ขันธ์ของเรานี่ ไปแทรกแซงขันธ์ภายนอก เข้าใจมั้ย ด้วยการกระทำ กายกรรม หรือวจีกรรม ...มันก็จะไปปรุงแต่งขันธ์ภายนอก

ซึ่งเนื่องด้วยผู้คนผู้อื่น หรือสัตว์ หรือวัตถุข้าวของ สิ่งที่มีวิญญาณ สิ่งที่ไม่มีวิญญาณ กามวัตถุ หรือว่ารูปวัตถุ ...มันก็เกิดความพัวพันต่อเนื่อง

เนี่ย กระบวนการที่ต่อเนื่องของคน กับนักปฏิบัติเริ่มต้น...มันจะมีอยู่สามอาการ...ภายนอก ภายในคือขันธ์ แล้วก็จิตรู้

คราวนี้ไอ้จิตรู้นี่ เราไม่ได้บอกว่าให้มาดูจิตรู้...แต่ให้เอาสติรู้ เข้าใจมั้ย เอาสติแยกออกมา ...คือสติก็คือส่วนหนึ่งของใจที่แยกออกมารู้ ระลึกรู้ เท่าทันๆ เท่าทันอาการที่จะไม่ไปกับมัน ไม่เพิ่มมัน ไม่ลดมัน

ตรงนี้ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ากลาง ให้อยู่ในฐานรู้กลางๆ  สติเป็นมัชฌิมา หรือสติปัฏฐาน ...ให้รู้ขันธ์ภายนอกกับขันธ์ภายในนี่ ให้เป็นสติปัฏฐาน

รูปกับนาม ถ้าแยกโดยย่อ รูปนามภายนอก กับรูปนามภายใน อย่างนี้ ...ขันธ์นี่ก็คือรูปนาม ขันธ์ห้านี่คือรูปนาม  สติปัฏฐานก็คือรูปนาม กายเวทนาจิตธรรมนี่แบ่งโดยย่อก็คือรูปนาม

ก็ให้รู้รูปนามเท่าที่มันมี เท่าที่มันเป็น เนี่ย รู้ด้วยกลางๆ ...อันนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า มัชฌิมาปฏิปทา


(ต่อแทร็ก 1/31  ช่วง 2)