วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/16 (2)


พระอาจารย์
1/16 (25530331B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 1/16  ช่วง 1

โยม –  พอเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ที่หลวงพ่อบอก ...แค่ว่าให้เห็นสภาวธรรมมันเป็นอย่างนี้นะ แล้วต่อไปเป็นอย่างนี้นะ แต่ว่าให้รู้ถี่ๆ

พระอาจารย์ –  ใช่  ให้เห็นแยก ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้เห็นว่านี่ปกติ นี่ผิดปกติ...อาการที่ผิดปกติไป แค่นั้นเอง คือให้แยกแยะสภาวธรรมให้ออก

เราฝึกมานี่ เราบอกให้เลย เราฝึกสัมปชัญญะนี่จนสติสัมปชัญญะเรานี่เป็นเส้นตรง รู้อยู่ตลอดเห็นอยู่ตลอด เราไม่เห็นจะต้องมายึดอย่างนี้เลยนะ 


โยม –  น่าจะเป็นที่เขาพูดกันไปเองมากกว่า

พระอาจารย์ –  พูดกันไป


โยม –  คือของโยมนี่แบบว่า ต้องทำในรูปแบบเพราะจะไม่มีสมาธิ มันไม่พอ มันต้องเพิ่มกำลังของสมาธิ แรงมันน้อยเกินไป เวลาฟุ้งซ่านอย่างนี้มันจะเดินปัญญาไม่ได้จริง ใจมันไม่ตั้งมั่น อย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  การที่กลับมารู้กายเห็นกาย...ตรงนี้คือความตั้งมั่น ให้สติมาตั้งมั่น ให้กายนี่เป็นที่ตั้งของสติ ตรงนี้เรียกว่าทำให้มีสมาธิ เข้าใจมั้ย

 ฝึก ตรงนี้ ให้มั่นคง ให้สติมันมั่นคง ตั้งมั่นอยู่กับกาย ไม่วอกแวก ไม่ออกจากกายตรงนี้ถือว่าเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง

เพราะงั้นให้กลับมารู้กาย บ่อยๆ ทั้งวันนี่ อย่างนี้คือการสร้างฐานของสมาธิ คือความตั้งมั่นมากขึ้น ...แล้วมันก็จะเห็น..เห็นอาการของใจได้ โดยที่ไม่ส่ายแส่

คือแต่ก่อนเวลาเห็นใจนี่ จิตที่ไม่มีกำลังสมาธิหรือไม่ตั้งมั่นนี่มันจะส่าย มันจะส่ายแส่ เช่นว่า หงุดหงิดปุ๊บนี่ ดูแล้วก็มันจะ ..."ทำไมไม่หายซะทีวะ ทำไมมันมากขึ้นวะ"

มันจะเลือก เห็นมั้ย มันจะมีความกระวนกระวายที่จะไปคว้าอะไรใหม่ขึ้นมาทดแทน อันนี้เรียกว่ามันไม่ตั้งมั่น ...ไม่ตั้งมั่นโดยที่ว่ารู้เฉยๆ อย่างนี้ เข้าใจมั้ย

เพราะนั้น นี่ ฝึก ...แล้วคราวนี้ว่ากายนี่มันเป็นที่ให้ตั้งมั่นได้ง่าย เพราะว่ากายมันไม่มีปัญหา มันไม่บอกว่าหงุดหงิด มันไม่ได้มีบอกว่าดี มันไม่ได้มีบอกว่าไม่ดี

เห็นมั้ย  พอรู้ปุ๊บ มันก็เฉยๆ ของมัน จิตก็สามารถจะตั้งมั่นอยู่กับมัน สติสามารถตั้งมั่นอยู่กับกายได้ ...ตรงนี้มันเป็นการที่ว่าสร้างความเป็นสมาธิอย่างหนึ่ง


โยม –  คือการรู้กายนี่ แล้วมากน้อยแค่ไหนมันถึงจะพอดีน่ะเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  รู้กายไปเรื่อยๆ


โยม –  ใช้คำว่ารู้กายหรือเห็นกาย

พระอาจารย์ –  เหมือนกันน่ะ ทั้งรู้ทั้งเห็นน่ะ ให้เห็น...เห็นการต่อเนื่องของกายนี่ นั่งอยู่นี่ เห็นว่ากำลังนั่งอยู่อย่างนี้ เข้าใจมั้ย


โยม –  โยมก็สังเกตเห็น คือรู้กายไปแป๊บๆ มันก็สามารถกลับมาตั้งมั่นได้

พระอาจารย์ –  แล้วก็ให้มาตั้งมั่นอยู่กับกายสิ ...ไม่ใช่แค่ตั้งมั่นได้ ... ก็ให้ตั้งมั่นอยู่กับกายนั่นแหละ ให้มันเป็นฐาน


โยม –  ก็คือว่าให้มันเป็นปกติอย่างนี้ไป

พระอาจารย์ –  อือฮึ ...อยู่กับกายเป็นฐาน ตั้งมั่นอยู่กับกายเลย


โยม –  ตรงนี้น่ะค่ะ โยมไม่เคยมีใครมาบอกให้โยมตั้งมั่นอยู่กับกายเป็นฐาน โยมได้ยินครั้งแรก

พระอาจารย์ –  หมายความว่ายังไง


โยม –  ก็คนอื่นเขาเน้นดูกาย ของโยมนี่ยังไม่เคยมีใครแนะนำว่าให้ดูกายเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เราไม่ได้เน้นอะไร แต่เราให้เอากายมาเป็นอุบายให้ตั้งมั่น ...แล้วขณะรู้กายไม่ใช่ว่าดูกายอย่างเดียว ดูใจด้วย ให้สังเกตดูด้วย

มันดูได้นี่ กำลังนั่งอยู่แล้วมีความคิดอยู่ตอนนั่งรึเปล่า หรือกังวลมั้ย อะไรมั้ย อย่างนี้ ...ก็ดูไปพร้อมกัน ก็รู้ว่ากำลังนั่งคิด อย่างนี้ ดูไป

คือให้เอากายเป็นที่ตั้ง ...แล้วมันจะรู้เองน่ะว่ามันสามารถรู้ที่ใจได้โดยตรง ...ไม่งั้นใจมันลอย นี่ ไม่ให้มันใจลอย ไม่ให้มันหาย 


โยม –  ที่หลวงพ่อบอกว่าให้รู้อยู่ตลอดเลยนี่ เป็นยังไงเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มีคำว่าหายเลย


โยม –  เหรอเจ้าคะ โห อย่างนั้นกำลังจิตมันต้องแรงมากๆ รึเปล่าเจ้าคะ มันต้องมีสะสมฌานมารึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  ไม่แรง ก็บอกแล้วไม่ได้อะไร นี่ อยู่ที่เราขยันรู้นี่ บอกให้  เราก็รู้อิริยาบถนี่ ยืน เดิน นั่ง นอนนี่ เราก็รู้อาการยืน เดิน นั่ง นอน ขยับตัวไปขยับตัวมา 

นี่ นั่งอยู่อย่างนี้เราก็รู้อยู่ตลอดเวลาได้ ...ก็อยู่ได้ ดูเห็น ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ เพราะกายมันตั้งมั่นอยู่แล้ว กายมันไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเราดูจิตน่ะ ถ้าดูอาการของจิตนี่ก็เหมือนกับว่า อย่างเวลาเรามีสติแล้วรู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับถ้วยชาที่มันมีน้ำเต็มเปี่ยมอย่างนี้ พอดูปุ๊บชามันก็เต็มอยู่อย่างนี้นะ  

แล้วการที่ดูโดยถือชาไว้ไม่ให้กระเพื่อมหรือกระฉอกนี่ เข้าใจมั้ย นั่นคือรู้ครั้งนึงๆ 

แล้วในวิถีประจำวันนี่ พวกเรายังต้องมีการกระทำการงาน ต้องคิด ต้องมีเหตุปัจจัยให้ต้องคิดต้องทำต้องพูดอะไรนี่ ...ปาก มือก็ทำงาน แล้วจะถือถ้วยชานี่โดยไม่กระฉอกเลยได้มั้ย

เข้าใจมั้ยว่ามันยากรึเปล่า ...สติมันไม่สามารถจะรู้แล้วกลับมาตั้งมั่นให้มันไม่กระเพื่อม ไม่กระฉอกได้ตลอดเวลา...ทั้งที่มือก็ต้องทำงาน ปากก็ต้องพูด ต้องคิดนี่

มันไม่สามารถจะมาทำให้เป็นปกติธรรมดาในการรู้การเห็นได้ตลอดหรอก อย่างนี้ ...มันยาก

แต่ว่ากายนี่มันไม่เหมือนน้ำชาที่เราต้องมาประคับประคองมันขนาดนั้น  มันมีของมันซื่อๆ อยู่แล้ว แข็งๆ อยู่แล้ว จับต้องได้ง่าย มันตั้งมั่นอยู่แล้วในตัว ในคุณสมบัติของกาย

คือมันแตกต่างกับคุณสมบัติของจิตหรืออาการของจิต...นี่มันเหมือนปรอท มันไว รู้ปุ๊บมันก็แว้บ รู้ปุ๊บมันก็แว้บ


โยม –  แล้วคือทุกคนมารู้กายได้หมดเลยหรือคะ

พระอาจารย์ –  ได้หมด ทุกคนนี่ต้องมี...จริงๆ น่ะสำคัญนะ อย่าทิ้ง...อย่าทิ้งกายนะ ทิ้งไม่ได้ เราไม่ได้สอนให้ทิ้งกาย หรือว่าไม่พิจารณากายเลยนะ

แต่ไอ้พิจารณากายนี่หมายถึงว่า...รู้กายเห็นกายนะ ไม่ใช่ว่าเอากายมายกมาเป็นประเด็นแล้วก็คิด ไม่ใช่อย่างนั้น ...แค่รู้ว่ากำลังนั่งนี่ แล้วเห็น...เห็นได้ทั้งตัว นี่เรียกว่าการพิจารณากายแล้ว

อย่างนี้แล้วมันจะมั่นคง การรู้นี่มันจะต่อเนื่อง มันจะมีการที่ว่าเห็น...ไอ้ที่ต่อเนื่องไม่ใช่รู้ต่อเนื่อง มันเห็นต่อเนื่อง มันจะมีอาการเห็นต่อเนื่อง


โยม –  แล้วมันก็ไปใช้ดูใจต่อได้เลย

พระอาจารย์ –  แล้วมันก็ดูใจได้ต่อเนื่อง มันจะมีสัมปชัญญะในใจ เห็นอาการต่อเนื่อง 

มันมีสมาธิจริงๆ คือสมาธิในปกติประจำวัน ไม่ใช่สมาธิแบบที่กำหนดเอา ตั้งอกตั้งใจอย่างนั้น ...แต่สมาธิคือความตั้งมั่น ให้สติมาตั้งมั่นอยู่กับกาย

นี่เรียกว่าการทำสมาธิอย่างหนึ่ง สติตั้งมั่น ตั้งมั่นอยู่ที่ไหนก็ได้ กาย เวทนา จิต หรือธรรม


โยม –  คือหนูก็จะรู้อยู่ที่รู้

พระอาจารย์ –  ถ้ามันรู้อย่างนั้นได้ แล้วมันไม่เผลอ หรือว่าหายไป 


โยม –  แต่ก็มีอาการหลงมากๆ อย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้ามันหลงหรือว่าจับไม่ถูก ซึ่งก็เพราะมันไม่สามารถรู้ได้ทุกขณะ ทุกสภาวะ ทุกเวลาของช่วงขณะจิต เข้าใจมั้ย

ถ้ามันจับไม่ถูกหรือจับอะไรไม่ถูก ดูอะไรไม่ชัดเจนน่ะ ...ตั้งอยู่ที่กายเลย กลับมารู้กาย เห็นกาย ให้มันมีความตั้งมั่นอยู่ที่กายก่อน

สติให้มันตั้งมั่นอยู่กับกายก่อน แล้วมันจะค่อยๆ เห็นภายในชัดเจนขึ้น มันจะเห็นได้ต่อเนื่อง


โยม –  คือมันเกื้อกูลกัน

พระอาจารย์ –  มันเป็นเรื่องเดียวกันน่ะ...สุดท้ายแล้ว


โยม –  มันจะทำให้รู้แบบตั้งมั่นอย่างที่หลวงพ่อเคยอธิบายแล้วใช่ไหม

พระอาจารย์ –  ใช่ มันจะรู้แบบไม่เข้าไปมี ไม่เข้าไปเป็น ...มันจะรู้แบบรู้เฉยๆ ...ก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่ารู้เฉยๆ คือต่างคนต่างรู้น่ะ ต่างคนต่างอยู่


โยม –  ต่างคนต่างอยู่

พระอาจารย์ –  ใช่ อารมณ์ส่วนอารมณ์ รู้ส่วนรู้ 

แต่ตอนนี้ถ้าไม่ตั้งมั่นนะ มันจะส่าย มันจะไม่รู้เฉยๆ มันจะรู้แล้วไป รู้แล้วไปเพิ่มขึ้น รู้แล้วไปตำหนิมัน รู้แล้วไปมีความปรุงแต่งต่ออย่างนี้ มันไม่รู้เฉยๆ

แต่ถ้าเราตั้งมั่นอยู่กับกายนี่ แล้วแอบดูมัน สังเกตดูภายในไปด้วยปุ๊บนี่ เราจะรู้ว่า เออ ปกติอย่างนี้ ปกติของการรู้เฉยๆ เป็นยังไง ปกติที่รู้แบบไม่เพ่งไม่เผลอเป็นยังไง

จริงๆ น่ะ อาการทางกายก็มีได้ แต่ว่าระหว่างที่ทำทางกายนี่ก็จะมารู้ว่าอาการทางกายก็เป็นสักแต่ว่ากาย ทำไปอย่างนั้น เข้าใจมั้ย ไม่ได้ทำตามอารมณ์


โยม –  เห็นตัว คือมันไม่ได้หายไปจากใจเราอะไรอย่างนี้เลยใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  มันไม่หายหรอก แต่มันจะมีในลักษณะที่พอดี ... แต่ตอนนี้มันมีมาแบบไม่พอดี


โยม –  อ๋อ มันมีแบบที่เราผูกเลี้ยงมันไว้...มากมายก่ายกองใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ใช่ ด้วยความไม่รู้แล้วก็ความปรารถนา ความทะยานอยาก ...แต่ถ้าอย่างที่บอก มันจะมีตามธรรมชาติของจิต ไม่ใช่ด้วยความทะยานอยาก และอยู่ในความเป็นพอดี ...มันจะปรับสมดุล

ไอ้ที่นอกนั้น ไอ้ที่มีอยู่ทุกวันนี่...มันเกินนน เข้าใจมั้ย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันขาดแบบไม่มีอะไรอย่างนั้น ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยอย่างนั้น

แค่รู้...แค่รู้เฉยๆ จะมาก จะน้อย จะคงอยู่ จะตั้งอยู่ ดูเหมือนไม่ดับไป แล้วก็ดูเกิดทุกครั้ง ก็รู้กับมัน รู้เฉยๆ

ถ้ายังมีกระวนกระวาย สับสน หรือว่าจะเข้าไปแทรกแซง ...ให้มารู้กาย กลับมารู้กาย แล้วแอบดู... อือ อาการนั้นยังอยู่โว้ย..ยังอยู่ อย่างนี้เข้าใจมั้ย

ให้ดูว่าอาการมันยังมีอยู่รึเปล่า ดูไปอย่างนั้น แต่ว่าให้รู้ตัว รู้กายอยู่ แล้วดู ...จนกว่ามันจะหยุดสร้างน่ะ จนกว่ามันจะหยุดการแสวงหา จนกว่ามันจะหยุดการคาดหวัง

แล้วพอมันไม่มีการแสวงหาแล้ว มันจะเห็นยังไง มันจะออกความรู้สึกยังไง ...ก็ให้รู้กระบวนการของมันแค่นั้นแหละ

ไม่ต้องไปมีความเห็นอะไรกับมันต่อเนื่องว่าถูกหรือผิด ...แค่รู้ว่ามันมีอย่างนี้เป็นอย่างนี้ เห็นไปตลอดว่าอยู่ในอาการนี้

มันจะไม่รู้อะไรหรอกว่ามันจะเห็นไปทำไม หรือว่าแล้วมันจะเป็นธรรมได้ยังไง ...จริงๆ มันไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นตามความเป็นจริงว่า...อาการนี่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่ามันลดทอนอย่างไร มันไปเพิกถอนอย่างไร ในความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิน่ะ ...เราไม่รู้หรอก จิตเขารู้ของเขาเอง


(ต่อแทร็ก 1/16  ช่วง 3)



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 1/16 (1)


พระอาจารย์
1/16 (25530331B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 มีนาคม 25553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้ยาวจึงแบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)

โยม –  พระอาจารย์ครับ มีคนถาม... อย่างพระอาจารย์ก็บอกไม่ต้องทำสมถะก็ได้ ไม่ต้องทำสมาธิมากก็ได้  แต่ก็มีคนบอกว่า ก็แหมพระอาจารย์แต่ละองค์นี่ ท่านทำกันมาโชกโชน โยมไม่ได้ทำกันเลย

พระอาจารย์ –  แล้วไง สงสัยอะไร


โยม –  ก็สงสัยว่า ...เอ๊ แล้วโยมจะไปรอดหรือครับ ถ้าอยู่ๆ โดดเข้ามา “รู้เฉยๆ” นี่

พระอาจารย์ –  ก็เพราะทำมามากแล้วสิ เราถึงมาบอกว่าอย่าทำ  ถ้าทำไม่พอแล้วจะบอกให้ทำน่ะ... ก็ทำมามากแล้วไม่เห็นว่ามีประโยชน์ตรงไหนน่ะ ถึงไม่ให้ทำ


โยม –  นึกว่า เป็นสภาพกำลังหนุนของแต่ละองค์ได้มา

พระอาจารย์ –  ไม่เกี่ยวอ่ะ


โยม –  ไม่เกี่ยวหรือครับ

พระอาจารย์ –  อยู่ที่ความขยัน ในการที่จะรู้บ่อยๆ ...รู้แล้วก็เห็น นะ

ก็บอกแล้วว่าอย่าให้มันหายนาน ...อุบายวิธีการที่ไม่ให้หายนาน...คือบอกแล้วให้มารู้กายเห็นกาย เห็นกายอย่างนี้ นั่ง กำลังนั่ง

เห็นมั้ย ถ้ารู้นี่มันรู้ได้ขณะหนึ่ง เดี๋ยวก็หาย รู้...หาย รู้...หาย อย่างนี้ มันลอย ...แล้วถ้าไม่ขยันรู้บ่อยๆ ถ้าไม่รู้ถี่ๆ นะ มันก็หลุด แล้วก็กว่าจะรู้สักครั้งนึง...นาน

เพราะงั้นถ้ารู้ที่ใจอย่างเดียวนะ มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะจิตมันไวมาก ...และพวกเรามันมีงานการต้องทำ หูได้ยิน จิตต้องคิด ต้องมีการประกอบกระทำภายนอกอยู่เรื่อยนี่ 

มันจะหลุดง่าย  ถ้ารู้ที่ใจอย่างเดียว ...เพราะนั้นว่าถ้าอยากจะให้มันรู้...ให้สติมันอยู่กับจิตนานๆ หรือว่าอยู่กับกาย วาจา จิต นานๆ นี่ ...ให้มารู้กับกาย เห็นกายอยู่


โยม –  เห็นกายอยู่

พระอาจารย์ –  อือฮึ เห็นกาย ...เพราะว่ามันไม่ค่อยเห็นจิตหรอก มันรู้จิตแต่ไม่ค่อยเห็นจิต เข้าใจมั้ย เห็นแป๊บเดียว และมันจะเห็นตอนที่มันมีอารมณ์แรงๆ หนักๆ แล้วก็เห็น

แล้วพอเห็นนะ พอเริ่มเห็นปุ๊บ มันก็จะมีอาการเพ่ง ใช่มั้ย แรกๆ ... เพราะมันยังรู้ไม่เป็นเห็นไม่เป็น มันไม่เห็นเฉยๆ มันเห็นแล้วมันขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

มันเห็นแล้วมันจะต้องเข้าไปอย่างนั้นอย่างนี้ และมันมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เห็นอีก อย่างนี้แต่ว่าถ้ามันชำนาญแล้ว มันจะรู้เห็นเป็นกลาง


โยม –  เริ่มจากเห็นกาย แล้วมันจะสร้างความคุ้นเคยที่จะเข้ามาเห็นนี่

พระอาจารย์ –  เห็นกายนี่มั้ย ตอนนี้ รู้กายใช่มั้ย ...ปกติใช่มั้ย  มันจะคุ้นเคยกับความเป็นปกติ มันจะคุ้นเคยกับ “รู้ปกติ” ...รู้อย่างนี้ เหมือนรู้กายอย่างนี้ คือรู้ปกติ

แล้วระหว่างขณะรู้นี้ก็คอยสังเกตดูภายใน รู้ปกติ...แล้วก็แอบดูว่ามีอะไร...สบาย-ไม่สบาย นี่คืออาการของใจ ก็ดูมีไหม...หงุดหงิด วิตก กังวล ความคิด... แอบดู เห็นมั้ย ชำเลือง เหลือบๆ ดูน่ะ 

มันก็จะเห็น...เทียบกับปกติอย่างนี้ ให้เห็นว่านี่ เออ เห็นปกติ รู้แบบปกติ รู้อย่างนี้ ไม่เพ่ง ไม่เอาอะไร ไม่ต้องมากไม่ต้องน้อย อย่างนี้ ...มันจะเรียนรู้ว่าปกติ ยังไงถึงรู้จิตแบบปกติ


โยม –  ที่พระอาจารย์บอก คือเห็นกายนี่ คืออาการซึ่งมันเห็นแบบปกติ

พระอาจารย์ –  อือ เห็นแบบปกติ เข้าใจมั้ย คือกายมันเป็นปกติอยู่แล้วน่ะ เวลารู้แล้วมันไม่มีอะไร เห็นมั้ย ไปทำอะไรก็ไม่ได้ ให้มันดีขึ้นหรือไม่ดีก็ไม่ได้ ใช่มั้ย ...มันก็ปกติของมันอยู่แล้วน่ะ 

แล้วการที่เราเข้าไปเห็น ก็เห็นด้วยอาการปกติ เข้าใจมั้ย ไม่ได้เห็นแล้วเข้าไปมีเข้าไปเป็น

และขณะเห็นโดยความเป็นปกติน่ะ ให้ดู..แอบดูใจด้วย ดูอาการของจิตว่า...นี่ เออ เห็นจิตแบบปกติเป็นอย่างนี้ มันจะได้รู้ว่าเห็นกลางๆ รู้กลางๆ มันเป็นอย่างนี้

แต่ถ้ารู้โดยกำหนดที่ใจอย่างเดียวเลยตรงๆ นี่ บางทีมันไม่เข้าใจ ...มันไม่เห็นแบบปกติน่ะ มันเห็นแบบเข้าไปมีเข้าไปเป็น เห็นแบบเข้าไปจัดการ เข้าไปแทรกแซง นี่ ถ้าไม่ชำนาญน่ะนะ

แต่อย่างครูบาอาจารย์ท่านอาศัยว่าปฏิบัติทางสมถะมาก่อน ชำนาญ...ชำนาญในการ พอตั้งใจดูจิตก็ดูเลย ดูได้เลยและเห็นเลย ...เห็นแบบสิ่งที่ถูกรู้กับสิ่งที่รู้ ต่างคนต่างอยู่ อย่างนี้ เข้าใจมั้ย 

อันนี้คือฐาน คือความชำนาญ...คือความชำนาญต่างหาก ...แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวกับกำลังตรงไหน  คือว่ามัน “เป็น”  มันเป็น เข้าใจมั้ย แต่ว่าของพวกเรามันยังไม่เป็น เพราะมันถลำเข้าไป

และก็ถ้าไม่ถลำเข้าไปก็หาย...หายยย   พอรู้ขณะนึงแล้วก็หายไปซะครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงนึง แล้วค่อยกลับมารู้ใหม่ มันไม่สามารถจะเห็น เข้าใจมั้ย

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้มันรู้เห็นได้นานขึ้น ก็ให้มารู้เห็นกายซะเลย เพราะกายมันง่ายกว่า ...ถ้าจิตมันค่อนข้างจะวอกแวก และเรามักจะมีความเห็นต่อจิตด้วย คือชอบจะมีอุปาทานกับมันอยู่เรื่อย

เช่นว่า...นี้ดี นี้ไม่ดี นี่มันมาก นี่มันน้อย นี่มันใช่ นี่มันไม่ใช่...อยู่เรื่อย เข้าใจมั้ย พอรู้ปุ๊บมันจะมีอุปาทานทันทีอยู่แล้ว และมันจะกระโดดเข้าไปเล่นด้วย ...ตรงนี้ มันจะไม่เห็นเฉยๆ

ไม่ใช่ว่าสอนให้ดูจิตแล้วจะดูจิตอย่างเดียว ก็รู้กายได้ มันเป็นเรื่องเดียวกันหมดแหละ ...ถ้าไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าสติปัฏฐานสี่หรอก งั้นท่านก็สอนสิว่าสติปัฏฐานหนึ่ง (โยมหัวเราะ ) ใช่ป่าว

ถ้าว่าดูใจมันง่าย มันรวมเป็นประธานอยู่แล้ว มันเป็นที่หนึ่ง คือทั้งหมดทุกอย่างรวมลงที่ใจ ...อย่างนั้นก็สติปัฏฐานหนึ่ง ไม่มีสติปัฏฐานสี่ งี้สิ ใช่ป่าว เอาง่ายๆ ทั้งหมดรวมลงที่ใจก็รู้ที่ใจที่เดียวงั้นสิ


โยม –  การสร้างสัมปชัญญะ คืออาการเห็นได้ในระยะเวลาหนึ่ง

พระอาจารย์ –  ใช่  มันไม่ใช่รู้...มันเห็น


โยม –  ไม่ใช่รู้แบบ ฉุบๆ แต่มันจะเห็นด้วย

พระอาจารย์ –  คือ "ทัสนะ" คือเห็น ...อย่างดูจิตน่ะ พอรู้ว่าไม่มีอะไร กลับมาดูแล้วไม่มีอะไร ธรรมดา ...พอรู้ว่าไม่มีอะไร ธรรมดา ปุ๊บ มันไม่มีอะไรให้รู้ต่อ แล้วมันเป็นยังงี้

ถ้ามันเห็นต่อ มันก็จะเห็นว่าอาการตั้งอยู่ของอาการนั้นคืออะไร ใช่ป่าว คือเห็นความตั้งอยู่ของความไม่ธรรมดา อย่างนี้ มันจะเห็นต่อเนื่อง

แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีอะไร แล้วไม่มีอาการเห็น ปุ๊บ...หลุด  มันไม่รู้จะไปเห็นอะไร มันไม่ดูอะไร เข้าใจมั้ย เพราะว่าพอดูก็กลัวจะเพ่งอีก เพราะส่วนมากก็เพ่งนั่นแหละ นะ

แต่คราวนี้ที่ว่ากลับมารู้บ่อยๆ มันไม่บ่อยอ่ะดิ มันไม่บ่อย ...จริงๆ ถ้ารู้บ่อยๆ มันจะปรับมาเป็นสัมปชัญญะให้เอง ...แต่นี่มันไม่บ่อยพอที่จะให้เห็นต่อเนื่อง

ให้เห็น ...เพราะสตินี่จะไม่ต่อเนื่อง เช่น ไม่รู้ หาย หลง เผลอ เพลิน แล้วรู้ปุ๊บนี่ว่า...เออ เมื่อกี้หายไป อย่างนี้เห็นมั้ย มันเป็นแค่ขณะนึง...สตินี่  

แต่ไอ้ตัวที่ต่อเนื่องไปนี่มันเป็นเรื่องของ "เห็น" หรือสัมปชัญญะ คือทั้งรู้และเห็น เข้าใจมั้ย


โยม –  การที่บอกให้กลับมาดูกาย คือคล้ายๆ เตรียมพื้นฐาน

พระอาจารย์ –  ฝึกให้มันเห็น


โยม –  ฝึกให้มันมีอาการเห็น

พระอาจารย์ –  อือฮึ  ฝึกสัมปชัญญะ


โยม –  มันก็จะได้ทั้งรู้และเห็น...รู้และเห็น

พระอาจารย์ –  อือ และในขณะที่รู้...เห็นกายนี่ ให้รู้จิตด้วย ให้เหลือบๆ ดู ชำเลือง หยั่งลงไปเบาๆ แตะๆ แล้วมันจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด มันจะทั้งรู้ทั้งเห็น ทั้งรู้ทั้งเห็น

ต่อไปถ้ามันเข้าใจ แข็งแกร่ง ชำนาญแล้วนี่ มันจะไม่มาเน้นตั้งฐานอยู่ที่กายหรอก ฐานอยู่ที่จิตก็ได้ ฐานกำหนดอยู่ที่ใจก็จะเห็นได้ ทั้งวันก็ยังเห็นได้ โดยที่ไม่มีอาการเพ่ง เข้าใจมั้ย มันจะเฉลี่ย มันจะเป็นกลาง


โยม –  หลวงพ่อคะ หนูขอถามเสริมของเขาหน่อยนึงนะคะ

พระอาจารย์ –  อือ


โยม –  เราจะปฏิบัติ ก็คือว่า รู้อะไรก็ได้  ถ้าเรารู้ลมได้เราก็รู้ลม ไม่ใช่ว่าต้องมาไล่ รู้ลมก่อน แล้วต่อไปด้วยอิริยาบถ

พระอาจารย์ –  รู้ว่ากำลังนั่งนี่ ไม่ต้องไปเอารายละเอียดมากขนาดนั้น รู้รวมๆ รู้โดยเชิงอรรถ มันมีเชิงอรรถกับเชิงพยัญชนะ พยัญชนะเช่น รายละเอียด กระพริบตา พลิกลิ้น กลืนน้ำลาย

ตรงนี้ไอ้จุดเล็กจุดน้อยนี่ ถ้าไม่ชำนาญนะ มันจะเป็นอาการเพ่ง ...จะไปเพ่ง กำหนด คอยระวัง คอยควบคุม คอยดู ให้มันเห็นอยู่ตลอดอย่างนี้ เข้าใจมั้ย ให้รู้รวมๆ รู้รวมๆ ไปก่อน


โยม –  คือรู้ภาพรวมเป็นฐาน แต่สิ่งที่งอกออกมา อย่างเราเคลื่อน ขยับอะไรอีกทีนึง ก็คือให้มีฐานคือการนั่งไปก่อนแล้วก็ค่อยรู้อย่างอื่นออกไป

พระอาจารย์ –  อือฮึ


โยม –  แล้วนั่งอยู่ มันคิดไป

พระอาจารย์ –  ก็ให้เห็นว่ากำลังคิดอยู่ในอาการนั่ง ยืน เดิน นอน อย่างนี้


โยม –  อันนี้ก็คือเทคนิคที่จะทำให้รู้ ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ต่อเนื่อง ...มันจะทำให้เกิดความต่อเนื่องของสัมปชัญญะ


โยม –  อย่างเขาบอกว่าวินาทีนึง รู้กันไม่รู้กี่ครั้ง ที่เขาเห็นต่อ ต่อ น่ะ  สมมุติในหนึ่งนาทีที่รู้ตัวเป็นยี่สิบครั้ง ความถี่ตรงนี้ตามปกติมันต้องมากน้อยแค่ไหนหรือคะ

พระอาจารย์ –  ถ้าเห็นแล้วมันไม่ถี่หรอก เข้าใจมั้ยว่า...เห็นนี่ คือการเห็นนี่มันจะเห็นตลอดเวลา เหมือนกับตาเรามองเห็นรูปนี่ เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น แค่นั้นเอง

ไม่ใช่ว่ารู้ อย่างรู้ว่านี่ต้นไม้ นี่ใบไม้ นี่เรียกว่ารู้ ...รู้เป็นชิ้นๆๆ นี่ เป็นเรื่องเป็นตอนๆๆ นี่ ...แต่ถ้าเห็นนี่ ไม่ต้องรู้อะไร ก็เห็นน่ะ เห็นว่ามีคนเดินมา เห็นว่าหมาเดินไปเดินมานี่ เห็น...แต่ไม่ได้ว่าอะไร


โยม –  มันติดอยู่ตรงที่ว่า เคยแบบว่าได้ยินมาว่าสภาวธรรมควรจะต้องรู้มากกว่านี้รึเปล่า

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องอ่ะ เครียด ...สังเกตมั้ยว่าเครียด เข้าใจรึเปล่า


โยม –  มันกำลังสับสน

พระอาจารย์ –  สับสน นั่นแหละ เครียด เป็นทุกข์ นะ ... นั่นแหละเกิดจากการที่เราไปกังวลกับที่ว่ามันถูกหรือผิดอย่างนี้น่ะ


โยม –  ค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องขนาดนั้น


(ต่อแทร็ก 1/16  ช่วง 2)