วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 1/23 (2)


พระอาจารย์
1/23 (25530418A)
18 เมษายน 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/23  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  จนกว่ามันจะคงความว่าชัดเจนในการวางจิตให้เป็นกลางให้เป็น แล้วมันจะเห็นว่า..ไม่ต้องทำอะไร มันไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว ...เพราะไม่มีขันธ์ในเรา ไม่มีเราในขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์

มันเป็นเพียงอาการที่ปรากฏขึ้นชั่วคราว ไม่ได้เป็นของใครเลย เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏขึ้นตามเหตุและปัจจัย มีการกระทบกันระหว่างผัสสะกับอายตนะ ...อายตนะก็ติดอยู่ตามขันธ์นี่แหละ

อายตนะหก ตาหูจมูกลิ้นกายใจ นี่ มันเป็นประตู...ประตูของรูปขันธ์ มันติดอยู่ตรงนี้ ติดอยู่ข้างหน้า แล้วก็มีผัสสะมากระทบ มันจึงมีอาการรับรู้เกิดขึ้น 

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มันเป็นเกิดวิญญาณขึ้น ...วิญญาณก็คือส่วนหนึ่งของขันธ์ เป็นจักขุวิญญาณ เป็นโสตวิญญาณ เป็นกายวิญญาณ เป็นฆานวิญญาณ เป็นชิวหาวิญญาณ เป็นมโนวิญญาณ

วิญญาณมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมันมีผัสสะเท่านั้น ...ถ้าไม่มีผัสสะมากระทบ วิญญาณไม่เกิด ไม่มีเสียงมานี่โสตวิญญาณไม่เกิด  แต่มันไปเกิดตอนไหน...ตาเห็น..มันไปเกิดที่จักขุวิญญาณ

นี่ พอมีเสียงมาปุ๊บ โสตวิญญาณเกิด จักขุวิญญาณดับ เห็นมั้ย นี่คืออาการของการรับรู้ของขันธ์นะ มันจะเป็นอย่างนี้ มันจะรับรู้ทีละเรื่องๆๆ ตามเหตุและปัจจัย ...มันไม่ได้เกิดพร้อมกันๆ

ตรงนี้ถึงเรียกว่า...ไม่มีเราในขันธ์ หรือว่าขันธ์ห้าไม่มีตัวไม่มีตน ...มันเป็นตัวตนชั่วคราว เข้าใจมั้ย ชั่วคราวของการเกิดขึ้นของผัสสะ 

ตัวของขันธ์มันจะทำงานในขณะที่มันมีผัสสะเท่านั้น..ที่กระทบ ...พอกระทบเสร็จปุ๊บ หมดวาระหรือว่าหมดเหตุปัจจัยแห่งการกระทบนั้น...ดับเลยนะ

เนี่ย หูฟังเสียงอยู่นี่ ...พอเสียงเราหยุดปุ๊บนี่ หูหมดหน้าที่แล้ว วิญญาณทางหูดับแล้วนะ มาอยู่ที่ตาแทนนะ มองเราอยู่นี่ ความคิดไม่มีนะ  แต่ถ้าลงไปดูที่ความคิด มีความคิดนะ จักขุวิญญาณดับนะ 

นี่ มันสลับกันอย่างนี้ เห็นมั้ย มันจะสลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้ ...เพราะนั้นถึงบอกว่า ขันธ์ห้า...ไม่มีตัวไม่มีตนคงอยู่นะ ความคงอยู่ของขันธ์ห้าไม่มี 

แต่ถ้าเราไม่เห็นความเป็นจริงตรงนี้ เราจึงไปหมายมั่นว่าขันธ์ห้าเป็นตัวเป็นตน หรือว่ามันคงอยู่...มันยังคงอยู่

เพราะนั้นว่าการที่ให้กลับมารับรู้ เห็นในการเกิดขึ้นแต่ละครั้งๆ นี่ ...แล้วทำไมถึงบอกว่าให้เห็นว่ามีหนูออกมาทีละครั้งทีละตัว เข้าใจมั้ย 

ไม่ใช่ไปตามดูว่ามันไปไหนวะ หรือว่ามันยังอยู่อย่างไร นานขนาดไหน ...นี่คือการพยายามให้มันเป็นยืดยาวต่อเนื่อง เข้าใจมั้ย

เพราะนั้น พอรู้ว่าคิดปั๊บ รู้ว่าคิดปุ๊บ..แค่แตะว่ารู้ว่าคิดปุ๊บ แล้วมารู้ที่กายปั๊บ..นี่ มโนวิญญาณนี่ดับแล้วนะ เข้าใจยัง ...เห็นมั้ย มันสลับมาอยู่ตรงนี้ ปึ้บนี่ หยุดแล้ว

เราจะเห็นรอยต่อเห็นรอยต่อของวิญญาณมั้ย เห็นการดับไปของวิญญาณทางมโน เห็นการเกิดขึ้นของกายวิญญาณมั้ย ...อย่างนี้ต่างหาก

ถ้าเราเห็นอย่างนี้บ่อยๆ ชำนาญ เนืองๆ ...ความหมายของความเป็นเรา หรือตัวตนของเรานี่  มันจะจางลงไป ...ไม่ต้องคิดเลยนะ ไม่ต้องไปคิดด้วย ไม่ต้องไปพิจารณา ว่ามันดับยังไง มันไม่มีตัวตรงไหน 

ให้เห็น...ให้จิตมันรู้เห็นอย่างนี้ ...มันจะเข้าใจในใจของมันเอง ทีละเล็กทีละน้อย  มันจะเข้าใจแบบซึมซาบ ...ไม่ได้เข้าใจโดยจินตา หรือว่าคิดนำ หรือว่าสอนมัน...มันไม่ฟังหรอก

จิตน่ะมันจะเข้าถึงใจ หรือว่าเข้าใจได้ด้วยการรู้และเห็นเท่านั้น ...ไม่ใช่จิตจะเข้าใจโดยที่เราต้องไปทำความใจ หรือต้องบอกมัน

โยมก็เข้าใจนี่..อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่ป่าว ...โยมก็บอกรู้นี้เป็นทุกข์ กายนี้เป็นทุกข์ จิตนี้เป็นทุกข์...รู้ใช่มั้ย ...แต่จิตมันไม่เชื่อเลย ใช่มั้ย 

รู้ขนาดไหน เรียนมาขนาดไหน จำมาขนาดไหน ...จิตมันก็ยังว่า “กูไม่เห็นมันเป็นทุกข์ยังไง กูก็ว่ามันเป็นตัวเป็นตนอยู่” ...เห็นมั้ย มันไม่เห็นเชื่อเลย ...ทำไมมันไม่เชื่อล่ะ

เพราะ "เรารู้" กับ "จิตรู้" นี่ คนละตัวกัน ...ความรู้ทางที่คิดว่าเรารู้เราเข้าใจ หรือเราเข้าใจสภาวธรรมต่างๆ เข้าใจธรรมะนู้นธรรมะนี้ ...แต่จิตมันไม่ยอมเข้าใจกับเรา เข้าใจมั้ย

บอกมันเท่าไหร่มันก็ไม่ฟังหรอก สอนเท่าไหร่มันก็ไม่เชื่อ ... มันจะเชื่อด้วยตัวของมันเอง..โดยสติสัมปชัญญะ...ที่มันเข้าไปเห็นตามความเป็นจริงที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน

ตัวนี้ต่างหาก...เห็นซ้ำซาก เห็นบ่อยๆ เห็นอยู่เป็นนิจ ...ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเห็นอะไร เราก็ไม่รู้ว่ามันเห็นรึเปล่า เข้าใจรึเปล่า เราก็ไม่รู้กับมันด้วยนะ

เพราะนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าจิตนี่มันจะวางหรือไม่วาง เราจะไม่รู้เลยว่าจิตมันเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ...เพราะตัวเรากับตัวจิตนี่ คนละตัวกัน เข้าใจมั้ย

แต่ถึงเวลาเมื่อไหร่ของมันปุ๊บ มันเข้าใจหรือว่าเต็มรอบ ...เข้าใจคำว่าเต็มรอบมั้ย ปัญญามันสั่งสมเต็มรอบ หรือว่าญาณมันหมุนครบรอบ หรือปริวัฏฏ์สิบสองของอริยสัจทั้ง ๔  เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามเหตุและปัจจัย

อย่างนี้ซ้ำซากๆ มันเต็มรอบ มันกระจ่าง มันรู้รอบ เห็นรอบแล้ว...อ๋อ แค่นี้เอง มันก็เหมือนกับ..อ้อ แค่เนี้ย ...แล้วอ๋ออะไรวะ ก็ไม่รู้ ...รู้ว่าอ๋อ แต่ไม่รู้อะไร ไม่รู้มันอ๋อทำไม ไม่รู้มันเข้าใจอะไร

แต่มันบอกเข้าใจแล้ว ...เข้าใจอะไรมันก็ไม่รู้นะ แต่มันเข้าใจน่ะ...เข้าใจแล้วมันเบา สบาย มันคลายน่ะ ...อย่างนี้เขาเรียกว่าปัญญาญาณ 

เป็นญาณ...ไม่มีคำพูดหรอก ...เป็นเรื่องของจิตล้วนๆ เลย  อันนี้เรื่องจิตล้วนๆ ...เราอาจจะไม่เข้าใจว่ามันเข้าใจอะไรวะ พูดไม่ออก อธิบายอะไรก็ไม่ได้

เพราะนั้นบางคนนี่...เข้าใจ ผมเข้าใจๆ  แต่ไม่รู้จะพูดยังไง หาคำพูดไม่ได้  ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ฟัง เรียบเรียง สังเกต  มันถึงจะแปลความหมายได้ อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

แต่ใจนี่มันเข้าใจหมด แค่เห็นนี่ ไม่ต้องมีความคิดเป็นภาษา ...มันเข้าใจว่ามันจริงอย่างนี้ มันรู้แต่ว่าเข้าใจตามความเป็นจริงแล้ว  จริงยังไงนี่บอกไม่ถูกว่ะ ...อย่างนี้ นี่เรียกว่าปัจจัตตัง

พระพุทธเจ้าบอกว่าต้อง...ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ เท่านั้น ...แต่ปัจจัตตังจะเกิดขึ้น..ด้วยอย่างเดียวเท่านั้น..คือโอปนยิโก ...ด้วยการน้อมกลับมาเห็นกายใจในปัจจุบัน แค่นี้เอง

ท่านไม่ได้บอกให้คิดนะ ใช่มั้ย ...สวากขาโต ภควตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ...ไม่เห็นมีจิตตปัญโญเลย เข้าใจมั้ย ไม่เคยบอกเลยนะ

แต่ท่านให้กลับมาเห็นว่ามีอะไรอยู่ตรงนี้ ขณะนี้ ...ด้วยการน้อมเข้ามา เอหิปัสสิโก เชื้อเชิญให้เข้ามา แล้วทำความโยนิโสมนสิการ ...โยนิโสคือว่า ทำความแยบคาย

ไม่ใช่แยบคายด้วยความคิดนะ แยบคายโดยสติสัมปชัญญะให้ละเอียดแนบลงไป ...มันมีอะไรก็ใจเย็นๆ ดูเบาๆ เห็นเบาๆ อย่างนี้ ลูบไล้ทำความแยบคาย เข้าใจมั้ย

ทำความแยบคายกับอาการ ...เบาๆ แบบน้อยๆ ให้มันเรียนรู้ ...มันจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปเห็นโดยรอบในอาการทั้งกาย ทั้งอาการทางใจที่เป็นนาม

แม้แต่ว่าจิตที่เราเห็นกายนี่ เราพยายามแนบให้เห็นไว้ ...ไม่มีอะไรทำนี่ ดูกายไว้ ขึ้น-ลงๆ ไล่ดู ...ไม่ต้องคิดนะ เหมือนเอาไฟฉาย ส่องขึ้น-ส่องลง อย่างนี้ เข้าใจมั้ย ไล่ขึ้น-ลง ให้เห็นเบาๆ ละเอียด

เหมือนกับลูบไล้ เอาสติสัมปชัญญะเข้ามาลูบไล้กับกาย เป็นการฝึก ให้มันอยู่กับเนื้อกับตัว ...แล้วขณะนั้นมันก็จะเห็นอาการของจิตปรากฏด้วย

แล้วทุกอย่างน่ะมันจะคลี่คลาย ด้วยตัวของมันเอง ...บางทีเราจะไม่เข้าใจเลย...เอ๊ ไม่เห็นทำอะไรเลยน่ะ ทำไมมันวางได้วะ คล้ายๆ อย่างนั้น ...ไม่ได้พิจารณาอะไร ทำไมมันเข้าใจล่ะ อะไรอย่างนี้

บางทีเราสงสัย จะไปหาเหตุหาผลมารองรับอีก ไปหาใหม่อีกแล้ว ทำยังไงผิด ทำยังไงถูก แล้วทำไงเพื่อจะให้ได้ผลต่อไปข้างหน้า เนี่ย บางทีอย่างนี้ จะไปจับต้องให้ได้ ในสิ่งที่มันไม่สามารถจะไปจับต้องได้

เพราะนั้นแค่รู้โง่ๆ เข้าไปเหอะ จิตน่ะมันโง่ โง่แบบมันไม่รู้อะไร มันโง่แบบไม่ได้ดั่งใจเรา เพราะว่าเราไม่รู้อะไร เข้าใจมั้ย ...ไอ้ที่มันโง่เหมือนกับไม่ได้อะไร เพราะเราไม่รู้อะไรเลย

ไอ้เรานี่อยากรู้ ไอ้เรานี่อยากรู้อยากเห็น อยากคิด อยากถาม อยากสงสัย อยากอย่างโง้นอย่างงี้ ...ไอ้นี่ "เรา" ทั้งนั้นแหละ จิตเขาไม่ว่าอะไร จิตมันซื่อบื้อ

จิตมันแค่รู้กับเห็นในตัวของมันเองนั่นแหละ ดูเหมือนไม่เห็นอะไร ไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไร ...แต่เขาทำความแยบคาย ในสภาวะธาตุสภาวธรรมตามความเป็นจริงอยู่แล้ว

อาจจะดูเหมือนไม่ได้ผลอะไรเลย อาจจะดูเหมือนไม่เข้าใจอะไรเลย อาจจะดูเหมือนไม่น่าจะปล่อย ไม่น่าจะวางกิเลสตัวไหนได้เลย ...แบบที่เขาว่าดูจิตเฉยๆ มันจะไปละกิเลสได้ยังไงวะ

ก็จริงๆ ก็อย่างที่บอก...ไม่ได้ละกิเลส แต่เห็นกิเลสตามความเป็นจริง เข้าใจมั้ย ...เห็นกิเลสตามความเป็นจริงเมื่อไหร่น่ะ เราจะไม่เชื่อกิเลสอีกแล้ว 

ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีกิเลส แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตามกิเลส ...มันก็มี แต่เราไม่ตาม เข้าใจรึเปล่า เพราะเห็นว่ามันก็เป็นธรรมชาติหนึ่ง

อย่างสมมุติว่าโกรธ หงุดหงิด รำคาญ ...พอเริ่มขึ้นมาปุ๊บนี่ โยมจะต้องมีอารมณ์ที่ว่าอินแล้ว เพราะมีการให้ค่า ใช่ป่าว เพราะว่าเคยเรียนมาฟังมา อาจารย์ก็สอนมานี่กิเลสโลภะโทสะโมหะ 

นี่ จำมา ...ปุ๊บนี่ พอเกิดขึ้นปุ๊บ มันทวนความได้เลย..สัญญา จำได้เลย ...ทั่วโลกก็ต้องรู้ ไอ้นี่เรียกว่าโทสะ ทั่วโลกก็ต้องรู้ว่าไอ้นี่มันเป็นกิเลส อย่างนี้

เห็นมั้ย มันเริ่มกาหัวเลย...ไม่ดี ปึ้บ เราจะต้องดิ้นรนวุ่นวายกับมันเลย ...หรือถ้าคนไม่รู้ปุ๊บ มันขึ้นมา ไม่รู้อะไรก็ตามมันเลย หรือถ้ารู้มากก็วึ้บขึ้นมา ต้องดับทันทีอย่างนี้

แต่ถ้าเราเข้าใจสภาวะตามความเป็นจริงแล้วนี่ ...มันไม่เรียกว่าเกิดกิเลส มันไม่เรียกว่าหงุดหงิด มันไม่เรียกว่าสบาย ...เพราะอะไร ...เพราะมันไม่มีชื่อ เข้าใจมั้ย

เพราะมันเป็นแค่อาการหนึ่งที่ปรากฏขึ้น  ไม่ได้ดี ไม่ได้ชั่ว ไม่ได้ถูก ไม่ได้ผิด  มันก็เหมือนลมพัดอย่างนี้ ...โยมบอกว่าลมน่ะ มันชั่วมั้ย มันแสดงความชั่วรึเปล่าล่ะลม หรือมันแสดงความดีรึเปล่า

เข้าใจมั้ย ลมก็คือลม แล้วเรามีปัญหาอะไรกับลมมั้ย ...เราจะไม่มีปัญหากับลมเลยถ้าเราไม่เกลียดลม หรือลมนั้นไม่เป็นลมที่เราให้ค่าว่ามันไม่ดี นี่ เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเห็นกิเลสตามความเป็นจริงแล้ว มันเป็นอาการหนึ่ง มันไม่มีค่า มันก็เป็นแค่ลมพัดผ่าน เข้าใจมั้ย ...เนี่ย เรียกว่าเห็นตามความเป็นจริง 

แล้วยอมรับเฉพาะตามความเป็นจริง ไม่ยอมรับตามสมมุติและบัญญัติ ...กิเลสก็เลยกลายเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหนึ่งในจิต...เท่านั้นเอง 

หรือเป็นแค่อาการ หรือสักแต่ว่าสภาวะหนึ่ง เป็นสภาวธรรมหนึ่ง  ไม่ได้ถูก ไม่ได้ผิด ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ไม่ดี ไม่ใช่มาก ไม่ใช่น้อย ...เป็นแค่ตามเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้น 

ปุ๊บ พอเราไม่ให้ความสำคัญมั่นหมายกับมัน ไม่ได้ไปให้ค่าขึ้นหรือลงตามมัน ...มันก็จะหมดไปตามสภาวะอาการของมันในกฎของไตรลักษณ์เท่านั้นเอง

เพราะนั้น เขาด่ายังไง ถูกหมดเลย เข้าใจรึเปล่า ไม่ได้ละกิเลส ...ละไม่ได้ ...ก็ไม่ตั้งใจจะละอะไรน่ะ แต่ตั้งใจจะทำความเข้าใจกับมันตามความเป็นจริง

ใครจะบอกละไม่ได้ ...ละไม่ได้ก็ไม่ละ ก็เรื่องของเรา เข้าใจมั้ย ...แต่เราเข้าใจ ไม่ต้องไปหวั่นไหวหรือกลัวว่าจะต้องหันรีหันขวาง ทางนี้ผิดหรือเปล่า ต้องทำอย่างนั้นก่อนรึเปล่า ต้องอาศัยกำลังจิตก่อนมั้ย

กำลังน่ะ...เราบอกว่าอาศัยแต่ว่ากำลังของสมาธิ คือความตั้งมั่น เข้าใจมั้ย ...ไม่ใช่กำลังแบบหลับหูหลับตาสงบ แล้วก็ให้จิตเหมือนกับฉีดมอร์ฟีนหรือฉีดยาชาอัดมันเข้าไป 

คือแบบไม่ต้องรู้สึกรู้สารู้สมอะไร ฟ้าแลบฟ้าร้อง ดินถล่มดินทลาย ไม่รับรู้ผัสสะใดๆ ทั้งสิ้น ...แล้วก็บอกว่า...เอ้า ต้องเอากำลังอันนั้นก่อน

ถึงบอกว่าเอามาทำอะไร เอามาทำให้จิตตื่นเต้นรึไง เอามาทำให้ดูดีรึไง ...คือเอามายังไม่รู้เลยว่าเอามาทำอะไร...แต่ก็บอกว่าต้องเอามาก่อน ต้องใช้ประโยชน์ก่อน


(ต่อแทร็ก 1/23  ช่วง 3)



วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 1/23 (1)



พระอาจารย์
1/23 (25530418A)
18 เมษายน 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  โยมนี่ไม่เคยมาใช่มั้ย  สองคนนี่ยังไม่เคยมา ...เป็นไงภาวนา

โยม –  ก็ขึ้นลงบ้างครับ แต่ช่วงหลังเวลาดูก็รู้สึกว่าเหมือนมันแยกกันชัดขึ้นเรื่อยๆ

พระอาจารย์ –  มันไม่ต่อเนื่อง

โยม –  ครับ ไม่ต่อเนื่อง

พระอาจารย์ –  มันขาดการต่อเนื่อง ทำเป็นพักๆ ...พอพักมันก็จะเกิดความมัว 

ส่วนมากปัญหาใหญ่ของนักดูจิต มักจะเกิดความไม่ต่อเนื่อง เพราะว่ามันไม่สามารถจะเห็นอาการของจิตได้เป็นระยะพอสมควรให้มันต่อเนื่องกัน ...พอตั้งใจจะดูมันปั๊บ ก็กลายเป็นเพ่งไป พอไม่ดูก็หาย 

แล้วมันก็เป็นจังหวะที่เราต้องทำงาน ...เพราะนั้นระหว่างที่เราทำงาน มันก็จะถูกสิ่งเร้าภายนอกดึงจิต
แล้วตรงนั้นที่เราจะหลุด ขาด หาย ...มันขาดการต่อเนื่องตรงนั้นแหละ 

พอกลับมาดู ตั้งใจดู เริ่มตั้งใจดูปั๊บก็เพ่ง มันก็ไปชัดตอนนั้น พอชัดก็ไหลไปตามอาการ เนี่ย...กว่าจะวางจังหวะ หรือว่าจับได้ถูกว่ารู้เบาๆ ยังไง รู้เฉยๆ ยังไง 

มันก็เลยยังไม่ชัดเจนในอาการนั้นว่ารู้ที่เป็นกลาง หรือว่าสติที่เป็นกลางมันเป็นยังไงน่ะ 

อันนี้เป็นปัญหาเบื้องต้น..เกือบทุกคน คือความไม่ต่อเนื่อง ...แล้วก็สติมันแรงไป เวลาตั้งใจจะดูจริงก็แรง พอไม่ตั้งใจจะดูก็หลุดอีก มีสองอย่าง...ไม่แรงก็หลุด

เพราะนั้นมันก็เลยเกิดอาการที่รู้สึกว่าขึ้นๆ ลงๆ ได้มั่งไม่ได้มั่ง  บางทีจับสภาวะได้ บางทีก็เข้าใจสภาวะ บางทีก็ไปจมในสภาวะหรือว่าหายก็หายไปเลย

เพราะนั้นลักษณะพวกอย่างนี้ ตัวที่สำคัญจริงๆ คือจิตมันไม่มีอาการของความตั้งมั่น มันไม่ตั้งมั่นพอ ...ความหมายของคำว่าตั้งมั่นก็คือความหมายของคำว่าสมาธิ

สมาธิในที่นี้เราไม่ได้หมายถึงความสงบ สมาธิในที่นี้คือหมายถึงความตั้งมั่นของจิต ...มันยังมีอาการส่ายแส่ มันไม่เป็นกลาง หรือไม่อยู่ที่ตัวรู้เฉยๆ  เพราะว่ามันจะออกไปให้ความหมายมั่นกับสิ่งที่ถูกรู้ มันก็ไหลไปตาม

ถ้าเราเปรียบเทียบก็เหมือนกับมีรูหนูอยู่รูหนึ่ง แล้วมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง  แมวนี่มันคอยเฝ้าอยู่ที่หน้ารูหนู แล้วก็คอยจ้องดูหนูที่จะออกจากรู  พอหนูออกจากรู แมวก็จะเห็นว่าหนูออกจากรู นะ

แต่คราวนี้ว่า ตอนแรกก็ตั้งใจดูหนูอยู่หรอก..ว่าหนูจะออกจากรูกี่ตัว มีอะไรออกมา นอกจากหนูแล้วมีอะไรออกมาจากรูนั้น ...แต่พอมันเห็นหนูออกมาปุ๊บนี่ มันก็เริ่มให้ความสนใจกับหนูมากขึ้น 

เมื่อให้ความสนใจกับหนูมากขึ้นปุ๊บ...มันไม่ดูที่ปากรูแล้ว มันหันไปดูหนูๆ  เดี๋ยวก็หันตรงนี้ เดี๋ยวก็หันตามดูหนูออกไป นี่ ไปดูที่ตัวหนู 

ดูไปดูมา มันเริ่มสงสัยหนูว่าลักษณะหนูมันเป็นยังไง ตัวใหญ่รึเปล่า สีอะไร เมื่อกี้มองไม่ทัน  เอ๊ะ ตัวผู้หรือตัวเมีย ...ชักสงสัย ก็เลยค่อยๆ ตามไปดูหนูซะ ...ดูไม่ชัดก็ตบให้มันตายซะจะได้ดู

แต่ว่านี่คือออกจากปากรูหนูไปแล้วนะ ...แล้วระหว่างที่ออกมานี่ หนูมันออกไปกี่ตัวก็ไม่รู้นะ แล้วมีอะไรเข้าไปในรูหนูก็ไม่รู้อีกนะ เข้าใจมั้ย

เข้าใจความหมายของคำว่า “ตั้งมั่น” มั้ย ..เข้าใจคำว่า “ส่งออก” มั้ย ..เข้าใจว่า “ตามออกไป” มั้ย ...ก็รู้เหมือนกันนะนี่ แต่รู้ไป..กับรู้อยู่ ...แยกกันออกมั้ย

ถ้ารู้อยู่นี่...ก็รู้ด้วยความตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ ...สิ่งที่โผล่มา..มันจะไปไหนมาไหน มันจะสีอะไร มันจะตัวใหญ่ตัวเล็ก มันจะเป็นหนูหรือแมลงสาบ...ไม่รู้อ่ะ ...รู้ว่านี่ไอ้นี่ออกไปแล้ว หรือไอ้นี่เข้าไป...แค่นั้น เข้าใจมั้ย

สติที่แท้จริง คือรู้แค่นี้เองๆ ...ไม่ต้องรู้อะไร ว่ามันคืออะไร มาจากไหน แล้วมันจะไปไหน มันจะตายตอนไหน ...มันจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมัน ตามอายุขัยของมัน

เราไม่มีหน้าที่จะไปทำให้มันเกิดแก่เจ็บตาย เรื่องของมัน ตามเหตุปัจจัยของกรรมและวิบาก ...เราไม่ได้เป็นเพชฌฆาต จะไปตามไล่ฆ่าหนูหรือฆ่าอะไร หรือฆ่าเพราะกลัวว่าหนูมันจะกลับมาอีก

ใช่ไหม มันกลัว..กลัวอารมณ์ที่เกิดมาใหม่ ก็เลยต้องรีบดับมันซะก่อน หรือความรู้สึก หรืออะไรก็ตาม ...ก็เลยมีการประกอบกระทำ ไม่เป็นผู้ดูที่ดี ...ไม่เป็นกลาง ยังเลือกที่จะทำ

คือตอนแรกเราดูอยู่เฉยๆ แต่ว่ามันไม่ตั้งมั่น มันไหลออกไปแล้ว ...และขณะที่ไหลไป เราไม่รู้ว่าไหลตามมัน นี่ ลักษณะนี้ ปุ๊บ แล้วมันจะจมไปกับสิ่งที่ถูกรู้ ...สิ่งที่ถูกรู้กับรู้เลยกลายเป็นอันเดียวกัน

ตรงนั้นน่ะ เริ่มมัวแล้ว เริ่มลังเลแล้ว..เอ๊ะ ทำไมจางลง  ทำไมแต่ก่อนเคยดับ เดี๋ยวนี้ทำไมไม่ดับ ...มันก็ลังเลแล้ว ...นี่เป็นอาการจากที่ว่า เกิดจากจิตไม่ตั้งมั่น หรือว่าสมาธิไม่ตั้งมั่น

เพราะฉะนั้น คำว่าสติปัฏฐานนี่ มันไม่ได้หมายถึงว่ามีอยู่ฐานเดียว แต่ท่านพูดไว้ถึง ๔ ฐาน ใช่ป่าว สติปัฏฐานมี ๔ ใช่มั้ย ...ไม่ใช่สติปัฏฐาน ๑ นะ สติปัฏฐานไม่ใช่แค่ดูจิตอย่างเดียว กายก็มี ใช่มั้ย

เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีอาการลักษณะนี้...จับอะไรไม่ได้ หลงมาก ลืมมาก รู้แป๊บนึงก็หายๆ ...ให้กลับมารู้กายซะ  ให้มารู้..แล้วก็เห็นกาย  รู้..แล้วเห็นกาย

เข้าใจคำว่ารู้แล้วเห็นมั้ย ...รู้ว่าจิตอยู่ตรงนี้อยู่กับกาย แล้วเห็นมั้ยว่ากำลังนั่งอยู่ เห็นมั้ย ...ถ้าเห็นน่ะมันจะต่อเนื่องใช่มั้ย เห็นว่ากำลังนั่งอยู่ยังไง แล้วระหว่างนั่งมีการเคลื่อนไหวมั้ย หรือนั่งนิ่งๆ

อย่างนี้ มันก็เป็นการรู้เห็นโดยต่อเนื่องกับกาย อย่างนี้เรียกว่าทำให้จิตกลับมาตั้งมั่นอยู่กับกายก่อน นะ ให้มาตั้งมั่นอยู่กับกาย แล้วให้มีการต่อเนื่องโดยที่การต่อเนื่องนั้น ต่อเนื่องโดยสัมปชัญญะ

ตัวสัมปชัญญะคือเห็นน่ะ เห็นว่ากำลังนั่งอยู่อย่างนี้ ยังไม่ได้ไปไหนก็ยังเห็นอยู่น่ะ ใช่ป่าว ...สติน่ะหมายความว่ารู้ขณะแรก  เมื่อกี้ไม่รู้...ตอนนี้รู้อยู่กับกายแล้ว 

นี่ รู้แรกนี่เรียกว่าสติเกิดแล้ว ...แล้วก็มีอาการเห็นว่ากำลังนั่งอยู่  อย่างนี้เรียกว่าเกิดพร้อมกันทั้งสติและสัมปชัญญะ เป็นการฝึกให้เกิดสัมปชัญญะไปในตัวด้วย นี่นะ

แล้วไม่ต้องทำอะไร รู้เห็นกายเฉยๆ  ไม่ต้องว่า ไม่ต้องคิด ไม่ต้องดูอะไรให้มันลึกซึ้ง ...ก็รู้ธรรมดาของแท่งๆ ก้อนๆ อย่างนี้ ไม่ต้องบอกว่าเป็นหญิงเป็นชาย ไม่ต้องบอกว่ามันสวยไม่สวย

นั่นมันเรื่องของความปรุงแต่งแล้ว..ไม่เอา ...รู้เฉยๆ อย่างนี้ รู้สึกเป็นแค่อาการหนึ่งที่กำลังยิบยับๆ หรือว่าตั้งอยู่ธรรมดาอย่างนี้ ...นี่ ให้กลับมาตั้งหลักที่กาย

และในขณะที่ตั้งหลักที่กาย เราก็แอบดู..แอบดูจิตด้วย เห็นมั้ย ใช้ลักษณะของการแอบดู หรือหยั่ง หรือว่าแตะ เข้าใจมั้ย ...เบาๆ พอแล้ว อ้อ..มีอะไร อ้อ..ไม่มีอะไร

อ้อ..เครียด อ้อ..กังวล อ้อ..เป็นทุกข์ อ้อ..สบาย อ้อ..เป็นสุข อ้อ..ฟุ้งซ่าน  มันคิดหรือไม่คิด หรือไม่มีอะไร ...แค่รู้เฉยๆ แล้วก็ถอยออก ถอยออกมาอยู่ที่กาย รู้กายไป อย่างนี้ เข้าใจมั้ย

ถ้าลักษณะนี้จิตมันจะอยู่ต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะมันจะต่อเนื่อง แล้วมันจะเข้าไปเห็นจิตเหมือนกับเป็นแมวจ้องหนู ไม่ใช่แมวไล่จับหนู ...แมวจ้องหนูกับแมวไล่จับหนู..ไม่เหมือนกันนะ

แต่ถ้าเราดูจิตเฉยๆ ตรงๆ  บางครั้งเราแยกไม่ออกว่าอะไรคือจ้อง อะไรคือจับ เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้าอยู่ตรงนี้แล้วแตะๆ แล้วให้สังเกตดู แล้วจดจำสภาวะที่สติมันแนบกับกายอย่างไร เห็นกายอย่างไร

นี่เห็นปกติ เห็นเฉยๆ อย่างไร จดจำไว้ จดจำสภาวะนั้นไว้ ...แล้วเอาสภาวะนั้นมาเห็นจิต เข้าใจมั้ย เพื่อให้มันเกิดความชำนาญที่จะเกิดสัมปชัญญะในจิต แล้วมันจะขยับไปเห็นเรื่องของนาม

ถ้าเบลอ ถ้าปน ถ้าสับสนรวมกันเมื่อไหร่ ...ถอยกลับมาตั้งหลักที่กาย รู้กายเห็นกายๆ ก่อน ไม่ต้องกลัว ...เพราะขณะที่รู้กายเห็นกาย มันก็สามารถเห็นจิตได้ นิดนึง มันเห็นอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก

อย่าไปเอาตรงๆ เพราะว่ากำลังของสติสัมปชัญญะพวกเรายังไม่แกร่ง แล้วยังมีสิ่งเร้าภายนอก ...แล้วปรากฏการณ์ในจิตหรืออาการของจิตนี่ พวกเรามักจะมีความหมายมั่นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

อย่างเช่น หงุดหงิดนี่ ...พอเห็นว่าหงุดหงิดปุ๊บนี่ มันรู้เลยว่าอย่างนี้คือลบ ใช่มั้ย ...เพราะลึกๆ น่ะมันมีความอยากที่จะปัดออก หรือจะทำยังไงให้มันน้อยลง

เนี่ย คือมันจะมีความหมายมั่นมาเร้าให้เราไปประกอบกระทำกับอาการที่ปรากฏต่อหน้า ...แล้วเราจะค่อยๆ คล้อยไปโดยไม่รู้ตัว มันจะดึงให้เราเข้าไปประกอบกระทำ หรือเข้าไปแทรกแซง

ด้วยการผลักออกบ้าง ...หรืออารมณ์ไหนที่สบาย มีความสุข เราก็ค่อนข้างจะชอบ..ลึกๆ คือมีความพอใจนะ ติดใจ ก็พยายามดึงเอาไว้ รักษามัน ...นี่ก็คือการแทรกแซงโดยไม่รู้ตัว ...มันไม่รู้เฉยๆ เหมือนแมวที่เฝ้าดูหนู

เพราะนั้นถ้าเกิดอาการนี้ หรือเริ่มสงสัยว่า...เอ๊ เราเข้าไปยุ่งกับมันรึเปล่า เราไปจัดการ ไปแทรกแซงมันรึเปล่า ...ถ้ายังไม่ชัดเจน ให้มาตั้งหลัก ตั้งหลักสมาธิก่อน ตั้งมั่นกับกาย

เพราะกายนี่ เห็นมั้ย พอเรานั่งอยู่รู้กับกายนี่ กายมันไม่มีปัญหาอะไร ใช่มั้ย ...กายมันเฉยๆ กายมันไม่เป็นดีไม่เป็นชั่ว กายไม่เป็นถูกไม่เป็นผิด กายก็คือเป็นก้อนๆ อย่างนี้

เราไม่ค่อยให้ความหมายอะไรกับมัน มันก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไรกับเราสักเท่าไหร่ ถ้าเราไม่คิดนะ เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้นเมื่อเราเอาสติมารู้กายเห็นกายปั๊บนี่ เราค่อนข้างจะวางสติที่เป็นกลางได้ 

ตรงนี้เราถึงบอกให้จดจำสภาวะที่สติเป็นกลางไว้ ...แล้วเมื่อไปเห็นอาการในจิต ให้ใช้การวางสติ ในระนาบความเข้ม ความหนัก ความเบา ความแรง หรือการอยู่เฉยๆ ของสติเหมือนกันกับที่เรามารู้เห็นกาย ตรงนี้

เมื่อตรงนี้ปุ๊บ ถ้าเราเข้าใจหรือว่าปรับสมดุลตรงนี้ได้ปุ๊บ ...เราจะเห็นตรงนี้ทั้งกายและจิตพร้อมกัน โดยอาการที่เป็นธรรมดา โดยที่ไม่เข้าไปยุ่ง

แต่เห็นเป็นสักแต่ว่า หรือว่าเป็นเรื่องของกาย เรื่องของจิต ...อาการที่เราจะเข้าไปแทรกแซง จะน้อยลงๆ  ...ความเป็นเรา ก็จะเห็นความไม่เป็นเราในการที่เข้าไปรู้เฉยๆ

ไม่งั้นก็กลายเป็น “เรารู้”  ...ไอ้ที่มันไปนี่เพราะ “เรา” เข้าใจมั้ย  เราจะไปทำอะไรกับมัน อย่างเนี้ย ...ตรงนี้คือไปตามสิ่งนั้นธรรมนั้น ที่จะเข้าไปประกอบกระทำหรือไม่ประกอบกระทำ

กลับมารู้กายเห็นกายบ่อยๆ ให้มันคุ้นเคยกับคำว่าปกติ..เห็นปกติ รู้ปกติ เห็นปกติอย่างไร ...แล้วเวลามีอาการในจิตเกิดขึ้น ก็ให้รู้ปกติเห็นปกติเหมือนอย่างเราเห็นกายอย่างนี้

ตรงนั้นน่ะเราจะเริ่มชัดเจน ...ชัดเจนตรงไหน  ชัดเจนตรงที่ว่าสติที่เป็นกลางคืออะไร อย่างไรเรียกว่ามัชฌิมา อย่างไรเรียกว่ารู้แบบไม่แทรกแซง หรือเรียกว่ารู้เปล่าๆ รู้เฉยๆ หรือว่าสักแต่ว่ารู้ 

รู้ก็สักแต่ว่ารู้ ...ไม่ใช่ว่ารู้อะไร หรือว่าคืออะไร หรือไปหาความหมาย หรือว่าไปทำลายอะไร

ต่างอันต่างอิสระในการที่เขาจะดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของอาการที่ปรากฏ ...ตัวรู้ก็เป็นอิสระในการดำรงไว้ซึ่งธรรมชาติของรู้ ของจิตรู้ อย่างนั้น

แล้วทุกอย่างมันก็จะค่อยๆ คลี่คลาย  ทุกอย่างมันก็จะเห็นว่า...มันแยกกันโดยชัดเจน ไม่ได้เป็นของใคร ไม่ได้ผูกติดกันเลย ไม่มีอาการเชื่อมต่อกันตรงไหน 

มันเป็นเพียงอาการที่ปรากฏขึ้นตามเหตุและปัจจัย มันไม่มีการเชื่อมต่อกันเลย ...แต่ไอ้ตรงที่ว่าเราไปเชื่อมต่อ...นี่คือความเข้าไปหมายมั่น หรือว่าความไม่รู้นี่ 

แล้วเข้าไปคว้าว่า...เป็นเรื่องของเรา เป็นของของเรา เป็นอาการของเรา เป็นกายของเรา เป็นจิตของเรา เป็นอารมณ์ของเรา เป็นเวทนาของเรา เป็นสุขของเรา ...เราเป็นสุข เราเป็นทุกข์

ตรงนี้คือการเชื่อม หรือเข้าไปพัวพัน เข้าไปหมายมั่น เข้าไปติด เข้าไปข้องแวะ ...แล้วเราไม่รู้ว่าเราไปแวะมันตรงไหน เราไปข้องมันอย่างไร แค่นั้นเอง ...เราก็ถอยออกไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะปล่อยยังไง


(ต่อแทร็ก 1/23  ช่วง 2)