วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/28 (1)


พระอาจารย์
1/28 (25530428B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
28 เมษายน 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)


พระอาจารย์ –  เอ้า ฟังแล้วเข้าใจมั้ย

โยม –  เข้าใจค่ะ คือให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้  

พระอาจารย์ –  อือฮึ 

โยม –  แล้วก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น พยายามทำใจให้เป็นกลาง คือมันจะต้องเกิด

พระอาจารย์ –  ยอมรับมันซะ..ทุกอย่าง เท่าที่จะทำได้...มันจะเป็นไปตามกำลังของเรา 

แล้วไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะได้อะไร หรือมันจะเป็นยังไง  อย่าไปให้ความหมายกับคำว่าถูก-ผิด  อย่าไปให้ความหมายกับคำว่าดี-ไม่ดี  มันยังไงก็อย่างงั้น พยายามตั้งสติให้อยู่ตรงนี้ 

แล้วมันจะมีอาการที่ดีดดิ้นอยู่ภายในลึกๆ ที่มันจะผลักให้เรา “ต้องอย่างงั้นสิ ต้องอย่างงี้สิ ควรจะอย่างนั้นไหม ไม่ควรจะอย่างนี้มั้ย”  นี่ มันจะผลักเรา ด้วยอารมณ์พวกนี้ภายใน 

ก็ให้ทัน แล้วไม่เอา ไม่เชื่อมัน ...ก็รู้ว่า เออ มันจะคิดออกมาว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้มั้ย แล้วมันจะให้เราไปกระทำหรือไปหา ...ให้ทันแล้วไม่เชื่อมัน อย่าตามมัน แค่เนี้ย ...เอาชนะกันตรงนี้

ไม่ได้ชนะด้วยการที่ว่าทำให้ได้อะไรมา หรือแก้สภาวะ หรือไปแก้อารมณ์ หรือไปแก้รูปแก้นาม หรือไปทำให้มันตั้งอยู่อย่างไร อันไหนชอบก็จะให้มันอยู่นานๆ

แล้วก็เข้าใจว่าถ้ามันอยู่นาน แล้วจะเก่ง แล้วจะดี แล้วจะเดินหน้าต่อไปมากขึ้น เร็วขึ้น ...อันนั้นมันคิดเอาเองทั้งนั้น มันเกิดจากการปรุงแต่งของจิตทั้งนั้นน่ะ

แล้วก็ไปเชื่อมันอย่างนั้น มันก็สะสมด้วยความไม่รู้มากขึ้น ไปจดจำสภาวะต่างๆ นานา ของคนนั้นมั่ง ของคนนี้มั่ง ของอาจารย์บอกมั่ง อ่านหนังสือมามั่ง

จิตจะต้องเป็นอย่างงั้น เป็นอย่างงี้  เวลาทำก็นั่งเฝ้า นอนเฝ้า กำหนดเฝ้า เฝ้าดูเพื่อให้เกิดเป็นอย่างนั้น ...ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่ ถ้าได้สักนิดนึงก็ อู้ย ดีใจโลกแทบแตกว่าตรงแล้วใช่แล้ว

มันเลยกลายเป็นว่า...กลายเป็นสติที่เราเฝ้ารอ สติที่สร้างขึ้นมาเพื่อจะเข้าไปเสวยในอาการ หรือสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ด้วยความกระสัน ทะยาน อยาก เนี่ย

มันไม่เป็นสติที่พระพุทธเจ้าให้กลับมาเรียนรู้ตามความเป็นจริงในทุกอาการ ...ไม่ว่าอะไร ยืนเดินนั่งนอน อยู่ยังไง เป็นยังไง ดูได้ตลอดเวลา รูปนามมีตลอดเวลา

ความเป็นทุกข์มีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องหาใหม่ ไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่ ...มันมี แล้วก็เปลี่ยนแปรไปทุกลมหายใจของรูปและนามนี้  ก็กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ ...ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน 

เพราะนั้นการปฏิบัติ...ไม่มีช่วงเวลา คือตลอดเวลา ...รูปนามมีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยขาด ไม่เคยขาดหายไปไหน ไม่เคยไม่ต่อเนื่อง ...มันมีอยู่ตลอดเวลาโดยต่อเนื่อง

ไอ้ที่ไม่มีตลอดเวลาและไม่ต่อเนื่อง คือสติกับสัมปชัญญะ ...อันนี้ต่างหากที่เราจะต้องมาฝึก ให้มีการรู้เห็นเป็นประจำ เป็นนิจ เป็นนิสัย เป็นเนืองๆ

ทีรูปนามยังเกิดได้ต่อเนื่องเลย ไม่ขาดสายเลย ...สติทำไมมันขาดๆ หายๆ ล่ะ  ทำไมมันมีแต่ไอ้ตอนที่เราตั้งใจดู แค่ช่วงเวลาห้าวันสิบวัน แล้วหลังจากนั้นน่ะมันไปไหน

ขนาดห้าวันสิบวันก็ยังไม่ต่อเนื่อง เวลายืน เวลาเดิน เวลากิน เวลาไปไหนมาไหน เวลาพูดเวลาคุย...ก็ไม่มีสติ ไม่มีการรับรู้ ไม่มีการเห็นอาการของกาย อาการของรูปนามเป็นยังไง

ทั้งๆ ที่รูปและนามนี่...รู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม...เขาก็ดำเนินไป เปลี่ยนแปลงไป เจริญไปเสื่อมไปของเขาตามเหตุปัจจัยตลอดเวลา  แม้กระทั่งเวลาหลับ รูปนามก็ยังต่อเนื่องอย่างนั้นน่ะ พึ่บพั่บๆๆ ของมัน โดยไม่ขาดสายเลย

เพราะนั้นว่า ถ้าอยากจะเข้าใจ หรือว่าอยากได้ผลของการปฏิบัติธรรม นี่ มันอยู่ที่ว่าสติและสัมปชัญญะนี่เข้าไปเห็นรูปนามได้ต่อเนื่องขนาดไหน

เรียกว่าเข้าไปเห็นความเป็นจริงของรูปและนาม...ของเราเองนะ ไม่ใช่ของคนอื่นนะ ...นี่ มันเข้าไปเห็นได้มากหรือว่าต่อเนื่องกันแค่ไหนเท่านั้นเอง

สภาวธรรมหรือความเข้าใจธรรมหรือว่าเกิดปัญญาตามความเป็นจริงนี่ มันก็เกิดการยอมรับมากขึ้นๆ ...มันก็จะเห็นกระบวนการของรูปและนามตามความเป็นจริง

มันไม่ใช่เห็นกระบวนการของรูปนามตามที่เราสั่ง หรือตามที่เราประกอบกระทำด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้รูปนามนั้นเป็นไปตามที่เราต้องการ

ถ้าทำอย่างนั้น ฝึกอย่างนั้นน่ะ มันจะเกิดความแตกต่างของสภาวะที่จับต้องได้แบบไม่มีที่มาที่ไปน่ะ ...มั่ว มันจะมั่ว แล้วมันจะแบ่งออกเป็นสำนัก แบ่งออกเป็นหลากหลายวิธีการ

คือแต่ละสำนัก แต่ละวิธีการ ก็กลายเป็นว่าเพื่อให้เกิดสภาวะอย่างที่เขาต้องการ อย่างที่เขาโปรยไว้ว่าจะได้อย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ มันจะมีความแตกต่างในเป้าประสงค์

แต่ในความเป็นจริงคือ กลับมาเห็นรูปนามตามความเป็นจริง ซึ่งมันมีอยู่แล้ว มันแสดงตัวมันเองอยู่แล้ว...ธรรมน่ะ  ไม่ใช่ว่าไปหาใหม่หรือไปทำขึ้นมาใหม่

ให้กลับมารู้เห็นกับมันเฉยๆ เฝ้าดู ตามรู้ รู้แล้วก็เห็นกายกับจิตในปัจจุบัน ...ส่วนกายจิตในอนาคต กายจิตในอดีต อย่าไปใส่ใจ อย่าไปให้ความสำคัญกับมัน

มันจะเป็นยังไงก็ช่าง มันควรจะเป็นยังไงก็ช่าง หรือมันเคยเป็นยังไงมาก็ช่าง  อันนี้มันเป็นเรื่องของสัญญากับสังขารหรือว่าความปรุงแต่งในจิต...อย่าไปเชื่อมัน

นั่งอยู่ตรงนี้ก็ต้องรู้ตรงนี้  กายตรงนี้นั่ง..จิตต้องนั่ง กายยืน..จิตยืน กายเดิน..จิตเดิน  มันต้องพร้อมกันอยู่อย่างนี้ ให้สมดุลเป็นกลางอยู่ในปัจจุบัน สม่ำเสมอ เนืองๆ เป็นนิจ จนเป็นอาจิณ จนเป็นนิสัย

เราก็จะเห็นกระบวนการหรือปัจจยาการของรูปนาม การต่อเนื่องกันของรูปและนาม ตามความเป็นจริงเขาเป็นอย่างไร แล้วจึงจะเข้าใจระบบของรูปนาม กายและจิต

เขาก็เป็นไปตามธรรมชาติของเขาเองนั่นแล ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาของเราหรือของใคร ...ตรงนี้เมื่อมันเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ จิตมันจะเพิกถอนเลย ผ่อนคลาย

ผ่อนคลายความเข้าไปหมายมั่น เข้าไปมี เข้าไปเป็น เข้าไปสำคัญเอาว่า ระบบนี้ ระบบของกาย ของรูปของนาม หรือว่าระบบของตัวขันธ์ทั้งหมดนี่ เป็นเรื่องของเราโดยตรง

มันจะเห็นกลายเป็นว่า ขันธ์ หรือรูปนาม กลายเป็นธรรมชาติหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า แค่นั้นเอง ไม่ใช่ของใคร หรือว่าไม่มีใครมาเป็นผู้กำหนดหรือบงการ

ตรงนี้ถึงเรียกว่าปัญญา...ด้วยการที่ว่าวางจิตให้เป็นกลาง ...แต่ไปทำไม่ได้นะ การวางจิตเป็นกลาง มันต้องเรียนรู้ ...ไม่มีใครหรอก ฝึกครั้งแรกแล้วจะเป็นกลาง สติครั้งแรกแล้วมันจะกลาง

รู้ไปเรื่อยๆ มันจะปรับ พัฒนาสติขึ้นไป ให้เป็นสติที่เป็นกลาง หรือว่าสมดุล หรือเป็นสติที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้จงใจ ไม่ได้เจตนา

แต่เป็นสติที่เป็นอาการแค่รู้เฉยๆ รู้เปล่าๆ รู้ตามความเป็นจริง ...ไม่ใช่รู้ในสิ่งที่เราอยากจะรู้ ไม่ใช่รู้เพื่อให้เกิดอะไร ไม่ใช่รู้เพื่อให้มันดับอะไร ...มันจะเป็นรู้ที่กว้างขวาง รู้ที่ไม่มีเงื่อนไข รู้ที่ไม่มีประมาณ

สติที่เป็นองค์มรรคจริงๆ นี่ สติที่เป็นอริยมรรคจริงๆ จะเป็นการระลึกรู้หรือรู้ที่ไม่มีประมาณ เห็นที่ไม่มีประมาณ ไม่มีกรอบ คือมันจะยอมรับทุกอย่างที่จิตเข้าไปรู้ได้หมด

โดยไม่มีเงื่อนไขต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่มีเงื่อนไขแม้กระทั่งรูปนาม ...เมื่อเราไม่มีเงื่อนไขกับรูปนามของเราเอง ต่อไปมันก็จะไม่มีเงื่อนไขกับรูปนามภายนอก มันจะไม่มีเงื่อนไขกับรูปนามที่ไม่มีวิญญาณครอง 

จนมันจะเริ่มไม่มีความหมาย ไม่มีเงื่อนไขกับทุกสิ่ง  มันไม่มีเรียกว่ารูปนามแล้ว แต่จะเรียกว่าทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่มีและไม่มี ...ตรงนั้นน่ะ มันถึงจะเข้าไปถึงความหมายว่า อัปปมาโนพุทโธ อัปปมาโนธัมโม และอัปปมาโนสังโฆ 

คือไปสู่ภาวะที่เรียกว่า จิตที่รู้ไม่มีประมาณ ...นั่น ไม่ใช่รู้อยู่แค่นี้ ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของอนันตาจักรวาล

เมื่อเห็นความเป็นจริงของทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอนันตาจักรวาล แล้วก็จะเห็นสิ่งที่ซ้อนอยู่ในอนันตาจักรวาล ก็จะเข้าไปเรียนรู้ถึงอนันตมหาสุญญตา

เมื่อเห็นในสรรพสิ่งทั้งหลายหรืออนันตาจักรวาลนั้นดับไป มันจะเข้าใจถึงความหมายว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา ... สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

เออ พูดไปซะยาวไกล ...กลับมารู้เฉยๆ แค่นี้พอ  อย่าไปคิดมาก ...การกำหนดรู้ก็อย่าไปกำหนดแบบเพ่ง หรือว่าตั้งอกตั้งใจจะรู้ มันแข็งไป มันไม่อ่อนนุ่ม มันไม่นุ่มนวล มันเกร็ง

ไอ้อาการที่เพ่งกำหนดเข้าไปจริงๆ จังๆ นั่นน่ะ มันเกิดจากอำนาจของตัณหาเข้ามา ให้สังเกต แล้วลองให้มารู้แบบเบาๆ รู้แบบสบายๆ รู้แบบไม่มีเป้าหมาย รู้แบบเห็นยังไงก็ได้ ...ให้ลองดู

มันจะเกิดอาการที่มันนุ่มนวลขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น กรอบจะน้อยลง ...ไม่ต้องไปย้ำซ้ำซากอะไรกับมันหรอก อาการทั้งหลายทั้งปวง มันไม่มีชื่อไม่มีเสียง มันไม่ได้บอกว่าอะไรด้วยซ้ำ

แม้แต่ยืน แม้แต่เรานั่งนี่ มันยังไม่ได้เลยว่าเรานั่ง  มันบอกมั้ย ถามกายดูซิมันบอกมั้ยว่ากำลังนั่งอยู่ เข้าใจมั้ย ...มันก็เป็นแค่ก้อนๆ สุมกันอยู่แค่นี้ ใช่ป่าว

ถ้าดูเฉยๆ นะ ไม่ต้องคิดนะ ไม่ต้องบอกอะไรนะ มันเป็นแท่งๆ อะไรไม่รู้ แข็งๆ หยุ่นๆ กองอยู่ แล้วก็ขยับไปขยับมา ไหวไปไหวมา แค่นี้เอง ...นี่ ถ้ารู้เบาๆ จะเห็นกายตามความเป็นจริง

ไม่มีคำว่ายืน ไม่มีคำว่านั่ง ไม่มีคำว่านอน  มีแต่อาการที่ไหลไปไหลมา ไหวไปไหวมา ขยับไปขยับมา เขยื้อนไปเขยื้อนมา อย่างนี้ ...มันไม่มีภาษาด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร

เราไม่ต้องไปตอกย้ำให้ว่ามันคืออะไร ...ไม่อย่างนั้นต่อไปเราไปเจอสภาวะจิตบางอาการ สภาวะนามบางอาการ ...เจอเข้านี่งงเป็นไก่ตาแตกเลย ไม่รู้จะว่าอะไรหนอแล้ว 

มันหนอไม่ออก เกินกว่าที่เราจะหาความหมาย เกินกว่าที่จะหาบัญญัติหรือสมมุติมาหนอกับมันแล้ว

แต่ว่าถ้ารู้เฉยๆ อะไรก็ได้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ามี สักแต่ว่าเป็น ...ไม่ต้องไปหมายมั่นว่าสิ่งนั้นคืออะไร อาการนั้นเรียกว่าอะไร จิตมันจะเริ่มเป็นกลางกับทุกสรรพสิ่งมากขึ้น

รับได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราไม่เคยรู้ก็รับได้ เพราะไม่ต้องไปรู้ว่ามันคืออะไร เห็นว่าแค่แวบๆ ขยับๆ อยู่เบื้องหน้าเราแค่นั้นเอง อย่าไปอะไรกับมัน เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนๆ


(ต่อแทร็ก 1/28  ช่วง 2)



วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/27 (2)


พระอาจารย์
1/27 (25530428A)
28 เมษายน 2553
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  1/27  ช่วง 1

พระอาจารย์   แต่ถ้าการปฏิบัติอย่างไร กำหนดอย่างไร แล้วไม่เข้าใจสภาวะนี้ที่เราพูดมาทั้งหมดนี่ 

คืออาจจะดี อาจจะรู้สึกว่าแก้ได้ อาจจะรู้สึกว่าทำให้มันสงบระงับหรือว่านิ่งได้ หรือว่ามีความสุขได้ ...แต่ไม่เข้าใจสภาวะที่เราพูดมาตั้งแต่ต้น เราเรียกว่าไม่ตรงเป้าที่พระพุทธเจ้าต้องการ 

คือยังไม่จริง ...การดับทุกข์อย่างนี้ มันดับได้ชั่วคราว ดับไม่จริง ยังไม่ใช่ดับที่ต้นตอของมันที่แท้จริง ...แล้วมันยังมีโอกาสลุ่มหลงมัวเมาติดข้องในอาการพวกนี้ใหม่ในภายหลังได้อีก

เพราะนั้นจะแก้ขนาดไหน หรือแก้ได้ มีอุบาย หรือมีวิธีที่จะทำให้มันหายไปได้ จะทำให้มันนานมากกว่านี้ก็ได้ หรือว่าทำโดยที่ว่ากี่ครั้งๆ ก็ทำได้หมด พระพุทธเจ้าท่านก็ยังบอกว่า มันไม่แน่

เพราะมันยังไงๆ ทุกข์อันนี้ มันแก้ไม่ได้ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่บอกว่า ภาราหเว ปัญจักขันธา หรอก ...ขันธ์ทั้งห้านี่เป็นทุกข์ มันเป็นของหนัก เป็นภาระอยู่แล้ว

ยังไงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักปฏิบัติธรรมขั้นไหน ไม่ว่าจะเป็นพระอริยะขั้นไหน  ท่านมีทุกข์อันนี้เป็นทุกข์ประจำกายประจำจิตอยู่แล้ว ...แต่ท่านอยู่กับมันได้ด้วยสันติ

ด้วยการยอมรับ ด้วยการที่ไม่ต่อต้าน ด้วยการที่ว่าไม่ผลักดันออกไป ด้วยการที่ไม่เอาชนะมัน หรือไปทำให้มันเป็นดั่งที่เราต้องการ ...ท่านไม่มีความปรารถนาอย่างนั้นแล้วต่างหาก

นั่นเรียกว่าท่านอยู่ด้วยปัญญา ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความโง่งมหรือว่าอยู่กับความอยากหรือไม่อยาก เป็นต้นตอหรือเป็นเป้าหมายให้เรากระทำกับอาการของรูปและนาม

ที่พูดมาทั้งหมด ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ทั้งหมดนี่คืออาการ มันเป็นอาการของรูป เป็นอาการของนามทั้งหมด ...ทำไมถึงจะรู้ว่าเป็นอาการของรูป ทำไมถึงจะรู้ว่าเป็นอาการของนาม

อย่างที่เราถามว่า เดี๋ยวนี้ปวดไหม


โยม –  มันไม่ปวดแล้วค่ะ    

พระอาจารย์ –  แต่ตอนนั้นมันปวด เห็นมั้ย ทำไมถึงว่านี่เป็นอาการของรูปและนาม ...เพราะมันไม่เที่ยง ถ้ามันเที่ยงจริงน่ะ มันต้องปวดอยู่ตลอดสิ ...ก็ไม่ได้ไปทำอะไรกับมันใช่ไหม  มันก็เปลี่ยนของมันไป  

แต่ว่าตอนนี้ไม่ปวด เดี๋ยวพอไปเริ่มทำอะไรใหม่ซ้ำเดิม เดี๋ยวมันก็จะปวดขึ้นมาอีก เห็นมั้ย นี่เขาแสดงธรรมตามความเป็นจริงของรูปและนามให้เราเห็น ว่ามันแปรปรวน มันไม่ตั้งอยู่ มันไม่ถาวร 

มันเป็นอาการแค่ชั่วคราว ...ความหมายของคำว่าชั่วคราวนี่ ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเรารู้ตรงไหน มันจะต้องแสดงความชั่วคราวตรงนั้นนะ หรือจะต้องแสดงอาการแปรปรวนให้เห็นเดี๋ยวนั้นนะ...ไม่ใช่นะ

ก็อย่างที่เราถามนี่ บางทีเหตุปัจจัยต่อเนื่องอยู่ มันก็แสดงอาการของการตั้งอยู่ มันไม่ได้แสดงถึงการแปรปรวนให้เราเห็น แต่ยังไงๆ เดี๋ยวมันไม่มีทางที่มันจะตั้งอยู่ได้ชั่วนิจนิรันดรหรอก

นี่คือความเป็นจริงของรูปและนาม...ที่เขาแสดงความเป็นจริงของอาการตามธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ เขาอยู่ภายใต้เงื่อนไขของไตรลักษณ์

ถ้าเรายอมรับมันแล้วมีสติในการเห็นอาการพวกนี้ จิตมันจะเห็นไตรลักษณ์ ...สติมันก็จะทำให้เข้าไปเห็นว่า เนี่ย มันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีมากบ้าง น้อยบ้าง เบาบ้าง หนักบ้าง นานบ้าง สั้นบ้าง 

มันก็ขยับไปขยับมา เดี๋ยวก็มานิ่ง นิ่งแล้วก็ขยับ ขยับแล้วก็มานิ่ง ...ถ้าเรามองด้วยสติที่รู้เป็นกลางๆ หรือรู้เฉยๆ นี่ เราจะมองมันด้วยความยอมรับ แล้วจะมองด้วยการที่ว่าไม่เลือกมอง 

หรือไม่เลือกรู้ว่าไอ้นี่ดี ไอ้นี่ไม่ดี ไอ้นี่ต้องให้นาน ไอ้นี่ต้องให้สั้น ไอ้นี่ต้องไม่ให้ปรากฏขึ้นมาเลยนะ ...อย่างนี้เขาเรียกว่าสติที่ไม่เป็นกลาง สติแบบเลือก สติแบบหมายมั่น 

สติแบบเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง เอาตัวเราเป็นที่ตั้ง ...ถ้าอย่างนี้มันจะไม่เกิดอาการที่ว่าเห็นตามความเป็นจริง จะไม่เกิดความเข้าใจว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตาได้อย่างไร

เพราะตัวเราเป็นผู้ตั้งกฎของอนัตตาซะเองแล้ว คือตั้งกฎของเราเองว่าอันนี้เอา อันนี้ไม่เอา...อย่างนี้จะไม่เกิดปัญญาขึ้นมาได้เลย ...เพราะเราเลือกว่าต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ 

ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาวิธีแก้ หรือหาวิธีว่า ทำยังไงให้มันได้อย่างที่เราต้องการ ...ถ้าอย่างนี้เรียกว่ามันไม่ใช่จุดประสงค์ที่พระพุทธเจ้าให้สร้างสติขึ้นมา

เพราะสติที่พระพุทธเจ้าสอนให้สร้างขึ้นมานี่ ท่านเรียกว่าเป็นสติในองค์มรรค หรือสติในอริยมรรค หรือสติในมัชฌิมาปฏิปทา ...ถ้าแปลอีกทีก็หมายถึงสติที่อยู่ในหลักของความเป็นกลาง 

คือสติที่ไม่มีเงื่อนไขน่ะ คือให้แค่รู้ ...ไม่ใช่ว่ารู้แล้วต้องอย่างนั้น รู้แล้วต้องอย่างนี้ รู้แล้วต้องน้อยลง รู้แล้วต้องมากขึ้น รู้แล้วต้องไม่มี รู้แล้วต้องดับ...อย่างนี้ไม่ใช่สติที่พระพุทธเจ้าสอน

ไอ้สติพวกอย่างนี้น่ะ พระพุทธเจ้าไม่ต้องสอนหรอก เขาสอนกันมานานแล้วในโลกนี้ ก่อนพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นี่ สติพวกนี้เขาก็สอน สำนักต่างๆ เขาก็มีเยอะแยะ

สำนักของฤาษีก็มี สำนักของนักพรตก็มี สามารถกำหนดอะไรต่างๆ   ไปดูเอาสิ ฤาษีสมัยก่อน เดี๋ยวนี้ก็ยังมี นั่งใต้ดินนี่ฝังไว้เลย อีกเดือนหนึ่งมาขุดขึ้นยังไม่ตายเลย

เนี่ย เขาทำได้ด้วยการกำหนดสติแบบบังคับให้มันเป็นยังไงก็ได้...ตามกำลังที่จะเอาชนะขันธ์ชั่วคราวอย่างไร  เขาฝึกกันมาได้ตั้งนมนานกาเลแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้อีก

เก่งจะตายพวกนี้ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่กินอาหารเลยก็ได้ มีชีวิตอยู่แบบกึ่งอมตะเลยก็ยังได้ ด้วยการกำหนดสติแบบบังคับให้มันเป็นอะไรก็ได้ ปรับธาตุแปรขันธ์ไปตามที่ต้องการ อาศัยการฝึกฝน

เห็นมั้ย ไอ้อย่างนี้นี่เขาสอนกันมานมนานกาเลแล้ว ...แต่สุดท้ายแล้วตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ ตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ ซ้ำซากอยู่แค่นี้ ...มันไม่จบ ไม่ตรงจุด

พระพุทธเจ้าท่านก็เรียนรู้มาเมื่อสมัยท่านบำเพ็ญทุกรกิริยา ท่านก็เรียนกับสำนักต่างๆ ในการฝึกจิต ทำจิตอย่างไร ให้มีสภาวะดูเหมือนเป็นอมตะ ดูเหมือนไม่แตกไม่ดับ ดูเหมือนเอาชนะความดับความแตกความเกิดได้ 

ท่านก็ทำได้น่ะ ทำไมจะไม่ได้ ท่านได้หมด สมาบัติทั้ง ๘ รูปสมาบัติ ๔ อรูปสมาบัติ ๔ รวมแล้วเป็นสมาบัติ ๘ ท่านทำได้ ท่านควบคุมกาย ดูสิท่านอดข้าว กลั้นลมหายใจได้ตั้งเท่าไหร่ ท่านอยู่ได้น่ะ 

แต่สุดท้ายแล้ว ท่านปรารภที่ใจตัวเอง...มันก็ยังไม่ใช่น่ะ ท่านบอกยังไม่ใช่ ทำไมยังเป็นทุกข์อยู่ ทั้งๆ ที่ว่า ก็ดูเหมือนไม่เป็นทุกข์แล้ว ชนะมันได้ทุกอาการ แต่ทำไมท่านยังบอกว่ามันไม่ใช่

เพราะนั้น ท่านตรัสรู้แล้ว สิ่งที่ท่านกลับมาสอน ท่านกลับมาสอนเน้นเรื่องของมัชฌิมาปฏิปทา คือในทางของความเป็นสายกลาง...ไม่สุดโต่ง

การปฏิบัติธรรม...ไม่ใช่มาเอาชนะขันธ์ ไม่ใช่มาเอาชนะรูป ไม่ใช่มาเอาชนะนาม ...อะไรเกิดขึ้นก็แค่ให้รู้ รู้เฉยๆ แค่นั้นเอง แล้วก็ดูอาการต่อไปของมัน

อาการที่ดีดดิ้นภายใน อาการที่มันสงสัยลังเล อาการที่มันอยากหาวิธี อาการที่มันอยากจะมี อยากจะเป็นอะไร อยากจะได้อะไร อยากจะเกิดสภาวะอะไร

ให้เรารู้กับมันเฉยๆ ดูมันแสดงอาการไป ด้วยสติที่เป็นกลาง โดยที่เราไม่ต้องบอกว่า จะต้องได้อะไร จะต้องรู้อะไร จะต้องให้มันเป็นอะไร

แต่เราดูอาการตามที่มันปรากฏนั่น เพื่อฝึกให้เกิดสติเป็นกลาง ฝึกที่จะให้เกิดสติในองค์มรรค ฝึกที่จะให้เกิดสติที่ไม่เป็นสติที่สุดโต่งว่า...ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้

ไอ้การปรารภจิตด้วยคำว่าต้อง หรือการปรารภจิตว่าควร หรืออะไรพวกนี้ มันจะน้อยลง ...มันจะเป็นว่า อะไรก็ได้ อะไรเกิดขึ้นก็ได้ แล้วก็รู้แล้วก็เห็นมันตามอาการนั้นๆ อยู่แค่นี้

เพราะนั้นถ้าจิตมันเข้าสู่สติที่เป็นกลาง หรือเริ่มเป็นกลางมากขึ้น มันจะไม่มีบอกว่าดีหรือไม่ดี มันจะไม่มีบอกว่าถูกหรือผิด มันจะไม่มีบอกว่าใช่หรือไม่ใช่

มันจะมีแต่ความรู้สึกที่รับได้ในทุกสิ่งที่ปรากฏ โดยไม่มีเงื่อนไข ...นั่นน่ะมันจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า สติที่เป็นกลางจริงๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาหรือสั่งสอนให้เจริญขึ้นในองค์มรรค ก็จะเรียกว่าตรงแล้ว

แต่ถ้าเป็นการฝึกที่ยิ่งทำแล้วยิ่งรู้สึกว่ากระหาย หรือหิวโหยมากขึ้น อยากได้มากขึ้น อยากดีมากขึ้น อยากให้เห็นสภาวะอะไรที่ละเอียดมากขึ้น ...ให้รู้เลยว่าสติที่เราประกอบกระทำนั้นๆ เป็นสติที่เจือปนด้วยตัณหา 

แล้วต้องจับขโมยให้ได้ จับตัวที่มันแอบมากับสติตรงนั้นให้ได้ แล้วก็เมื่อเห็นมันแล้ว...ไอ้ตัวที่แอบแฝงมากับสติน่ะ ถ้ามันเห็นสิ่งที่แอบแฝงมากับสติตัวนั้น แล้วมันจะคัดกรองตัวนั้นออกไป สติก็จะเป็นกลางมากขึ้น

เพราะนั้นเราจะไม่บอกว่าทำถูกหรือผิดอย่างไร แต่พูดโดยนัยยะโดยรวม...ในการที่จะฝึกฝนให้เข้าสู่หลักของการที่พระพุทธเจ้าต้องการให้รู้น่ะ 

ท่านไม่ได้สอนให้สร้างจิตใหม่ ท่านไม่ได้สอนให้สร้างสภาวะอะไรขึ้นมาใหม่ ท่านไม่ได้สอนให้สร้างรูปขึ้นมาใหม่ 

แล้วเวลาพวกเราปฏิบัติ เราปรารถนารูปใหม่รึเปล่า เราปรารถนานามใหม่รึเปล่า...ในการกำหนดของเรา ถ้าเราเห็นอาการพวกนี้ มันจะเข้าไปปรับให้ ปรับการเจริญสติให้ตรงขึ้น เป็นกลางมากขึ้น

แต่ถ้าสติที่ไปกำหนดแล้วมันกลับมีความปรารถนาจะให้ได้รูปใหม่ที่ดีกว่า เวทนาใหม่ที่สุขุมลุ่มลึกกว่านี้ ละเอียดกว่านี้ หรืออาการของจิต สภาวะจิตใหม่ที่ดูดีกว่าตอนนี้

ให้รู้ไว้เลยว่ามันเป็นสติที่เจือปนด้วยตัณหา ...ต้องคัดกรองให้ออก แล้วเอาแต่สติล้วนๆ ที่เป็นกลางจริงๆ เป็นสติที่เป็นธรรมชาติของการระลึกรู้ตามความเป็นจริง

ตรงนั้นถึงจะเรียกว่า สติจึงจะเริ่มเข้าสู่องค์มรรค หรือว่าอยู่ในมรรค แล้วมรรคนี้มันจะตรงมากขึ้น แข็งแกร่งในองค์มรรคมากขึ้น ความเข้าใจ ความชัดเจน มันก็จะมากขึ้นตามไป

ก็ตามกำลังสติที่ว่า...ตรงในองค์มรรคหรือเปล่า ...ถ้าไม่ตรงในองค์มรรค สติที่คลาดเคลื่อนจากองค์มรรค หรือว่าแกว่งไปในอัตตกิลมถานุโยค หรือกามสุขัลลิกานุโยค

มันจะเกิดความลังเล มันจะเกิดสงสัย เป็นผลข้างเคียง มันจะเกิดความขุ่นมัว มันจะเกิดความเศร้าหมอง มันจะเกิดอาการกระสับกระส่ายไม่ชัดเจน เหมือนกับหิวโหยอยู่ตลอด เหมือนกับหาอะไรก็ไม่รู้อยู่ตลอด 

นี่ให้รู้ไว้เลยว่า มันยังเป็นสติที่เข้าไประลึกรู้ด้วยแรงของตัณหา มันสอดแทรกอยู่ในนั้น ...ต้องปรับให้ตรง ปรับสติให้ตรง เป็นสติที่แค่กลับมารู้เฉยๆ ในทุกสิ่งที่เราเข้าไปรู้ 

ไม่ต้องว่าอะไร ไม่ต้องว่า..ต้องอย่างนั้นไหม ต้องอย่างนี้ไหม ...เพราะนั้นเวลามันจะว่าอย่างนั้นไหม อย่างนี้ไหม อันนั้นน่ะ มันเป็นความคิดขึ้นมาแล้วใช่มั้ย มันมีความปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว 

มันเลือกสภาวะใหม่ให้เราอยากได้มันขึ้นมา แล้วเราก็จะเริ่มหลุดจากฐานของเราไปเรื่อยๆ แล้ว เกิดความวิตกกังวล ไปคลอเคลียกับอาการนั้น เช่นว่าอาการเราปวด ก็จะไปคลอเคลียกับอาการที่ไม่ปวด

มันจะสร้างภพขึ้นมารองรับ ให้เราคอยว่า ทำยังไงมันถึงจะหายๆ ...ไอ้อาการที่ว่ามันจะหายจากเวทนา นั่นคือภพที่จิตมันสร้างหลอกขึ้นมา เป็นตัวล่อให้เราไปเสวยมันให้ได้

เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์มากขึ้น เมื่อได้ก็ยิ้มดีใจว่าเราชนะมัน เราได้แล้ว เสร็จแล้วมันจะซ้ำซากอยู่ตรงนี้ ...เพราะอะไร  เพราะมันไม่หายไปไหนหรอก ทุกข์น่ะ มันอยู่กับเราจนตาย ทุกข์ของรูปและนามนี่

นี่ยังอายุขนาดนี้ ถ้าสักห้าสิบปี หกสิบปีขึ้นไป มันจะอยู่แบบเป็นเพื่อนซี้กันเลยอ่ะ ...ลุกขึ้นก็โอยยย นั่งก็โอยยย  มันจะเป็นแบบบัดดี้เลย หนีไม่พ้นมันเลย

หายใจก็จะติดๆ ขัดๆ  ความจำก็เลอะๆ เลือนๆ สมอง ได้นั่นมั่งได้นี่มั่ง ลืมไปหมด ทำอะไรแล้วก็ลืม ทำข้างหน้าลืมข้างหลัง เอ้า ทำข้างหลังลืมข้างหน้า


(ต่อแทร็ก 1/28)



แทร็ก 1/27 (1)



พระอาจารย์
1/27 (25530428A)
28 เมษายน 2553
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ทำงานอยู่รึเปล่า

โยม –  รับราชการครูค่ะ

พระอาจารย์ –  อยู่จังหวัดไหน    

โยม –  สมุทรสาครเจ้าค่ะ   

พระอาจารย์ –  แล้วเป็นไงบ้างล่ะ การปฏิบัติ   

โยม –  ก็โดยส่วนรวมแล้วก็จะปวดขา ปวดหลัง ปวดแขนน่ะค่ะ จะเป็นอย่างนี้แบบทุกรอบ ถ้าไม่เป็นนี่ก็จะน้อยมาก จะปวดท้ายๆ ชั่วโมง  สมมุติว่ากำหนดไว้ห้าสิบนาที ก็จะท้ายๆ ที่กำหนดไว้ก็จะปวดเยอะมาก  แล้วอาจารย์เขาก็บอกว่าใช้วิธีกำหนดก็ได้ หรือว่าถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ขยับเปลี่ยนท่า ...แล้วน่าจะมีวิธีอื่นไหมเจ้าคะ   

พระอาจารย์ –  แล้วผลเป็นยังไง 

โยม –  ผล ก็รู้สึกว่า...ก็นิ่งขึ้นมาบ้างๆ  แต่ถ้ากลับไปทำงานนี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเจอสภาวธรรมมาแล้วจะช่วยอะไรได้บ้างไหมเจ้าค่ะ 


พระอาจารย์ –  แล้วโยมนี่ล่ะ   

โยม 2 –  ตอนนี้โยมกำลังดูช่วงที่ว่าดูท้องตัวเองอยู่ค่ะ ว่ายังปวดเหมือนตอนที่ปฏิบัติอยู่รึเปล่า     

พระอาจารย์ –  เลยกังวล ...แล้วโยมนี่ก็สงสัย นั่งยังไงไม่เมื่อย   

โยม –  เจ้าค่ะนั่งแล้วจะปวด ปวดแขน   

พระอาจารย์ –  ไอ้ที่น่าสงสัยกว่า คือถ้านั่งแล้วไม่เมื่อยน่ะ (หัวเราะ) ...นั่งแล้วเมื่อยนี่ ไม่น่าสงสัยหรอก มันเป็นธรรมดา ...แต่จิตของเราเกิดไม่ยอมรับเมื่อไหร่ อันนั้นน่ะผิดธรรมดา

ทำไมเราไม่ไปสนใจตรงจิตที่เราไปขยับที่จะไปยุ่งกับมันน่ะ ปัญหามันอยู่ตรงนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มันเมื่อยหรือไม่เมื่อยนะ ...ปัญหามันอยู่ที่ “เราไม่อยากเมื่อย” รึเปล่า หือ   

โยม –  ก็คือใจมันก็คิดว่า จะหมดเวลาหรือยังเจ้าค่ะ  


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ ถ้าเรามีสติรู้มัน เห็นตามความเป็นจริงนี่ เราจะรู้ว่า ทุกข์นี่มันเกิดจากอะไร ...คือพวกเราเข้าใจว่า เมื่อยเป็นทุกข์ ปวดเป็นทุกข์

แต่ในความเป็นจริงน่ะ มันยังมีอีกทุกข์นึง ที่มันซ้อนอยู่ในทุกข์ของเมื่อยน่ะ ซึ่งพวกเราไม่เห็น ...แต่ถ้าเราจะแก้ที่ทุกข์ของความเมื่อยน่ะ อันนั้นน่ะเขาเรียกว่ามันแก้ไม่ถูกจุด มันแก้ในสิ่งที่แก้ไม่ได้

พระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้าจะแก้...ให้แก้ในสิ่งที่แก้ได้ คือไอ้ทุกข์ที่มันซ้อนอยู่ตรงนั้น หรือว่าเหตุที่เกิดทุกข์จริงๆ ตัวที่มันทำให้เกิดทุกข์จริงๆ ตัวที่ซ้อนกันอยู่นี่คือเรื่องของความอยากกับความไม่อยาก

จริงๆ สองอาการนี่เหมือนกันหมด คือเราไปเพียรเพ่งอยู่ที่อาการ หรือว่าไปปรารภที่อาการ ...ไม่ได้กลับมาปรารภที่ใจ หรือว่าต้นตอของมัน

แต่ถ้ากลับมาปรารภนี่ จะรู้ว่าอาการทั้งหลายทั้งปวงนี่ มันเป็นเรื่องของเวทนา...มันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง มันไม่ใช่ต้นเหตุ

เพราะนั้นตัวเวทนาหรือสิ่งที่ถูกรู้นี่  ถ้าเราเข้าใจ...ด้วยการยอมรับๆ ...เข้าใจด้วยการยอมรับ  ไม่ใช่เข้าใจที่ว่าทำไมมันถึงไม่ดับ ทำไมมันถึงยังอยู่ ทำไมมันถึงไม่ไปไหน หรือว่าเป็นเพราะอะไรมันถึงเป็นอย่างนี้

มันไม่ใช่เข้าใจด้วยความยอมรับในวิธีนั้น แต่ยอมรับว่ามันคืออาการที่ปรากฏตามความเป็นจริง ...จะพอใจก็ตาม จะไม่พอใจก็ตาม  แต่เมื่อมันเกิดแล้ว ก็มองให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

เพราะนั้น ถ้าเราเข้าใจหรือว่ายอมรับในเบื้องต้นว่าเหตุของทุกข์ อาการของทุกข์ ไม่ว่าจะอะไร ก็เรียกว่าทุกข์เหมือนกัน อาการจะดูเหมือนแตกต่าง อย่างคนหนึ่งปวดที่ท้อง คนหนึ่งปวดที่ขา อย่างนี้

มันก็คือเวทนาหนึ่ง เป็นอาการของขันธ์อันหนึ่งที่ปรากฏ ถ้าเข้าใจแล้วยอมรับมันซะ แค่เนี้ย เราจะเข้าใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา

แล้วกลับมาปรารภอยู่ที่..ผู้ที่รู้น่ะ...ตรงไหน ใคร เป็นผู้ที่รู้ว่าปวด ใครเป็นผู้ที่รู้ว่าหนัก ตรงไหนล่ะ ...ถ้ากลับมาปรารภตรงนั้น มันจะเห็นทุกข์อีกตัวหนึ่ง ที่มันเกิดซ้อนอยู่ตรงนั้น

คือความไม่พอใจ ความอยากหรือความไม่อยาก ...ถ้าปรารภตรงที่รู้อยู่นี่ มันจะเห็นอาการอีกอาการหนึ่ง ที่มันแสดงปรากฏการณ์ตรงนั้นขึ้นมาว่า..อยากหรือไม่อยาก

ตรงนั้นน่ะ ถ้าเราเห็นตรงนั้น ...ความที่ทะยานออกมาของจิตนี่ มันจะระงับลง ...ไม่ว่าจะทะยานออกมาในการที่จะไปแทรกแซง แก้ไข ทำให้มันมากขึ้นหรือว่าน้อยลง

นี่ มันจะระงับหรือว่าดับ หรือว่าเบาลง ตรงนี้ถึงเรียกว่าการเข้าไปแก้ทุกข์หรือว่าเห็น ...จริงๆ แล้วไม่เรียกว่าแก้ทุกข์หรอก แต่ว่าเข้าไปเห็นว่าเหตุที่เกิดทุกข์อีกตัวหนึ่งนั้นน่ะ มันอยู่ตรงไหน

การที่เราเข้าไปเห็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกตัวหนึ่งนั่นแหละ ที่พระพุทธเจ้าสอนมาทั้งหมดนี่ เพื่อให้เข้าไปเห็นตรงนั้น แล้วก็ไม่ตามมันออกมา แล้วก็ไม่ให้กำลังมัน

เพราะนั้น กำลังของมันหรือว่าการตามมันออกมานี่ อาการของมันก็คือความคิด หรือว่าความปรุงต่อ ความปรุงแต่ง ...ตรงนี้เกิดจากการที่เราไม่เห็น เกิดจากการที่เราไม่เท่าทันความอยากและไม่อยากตรงนี้

มันก็จะส่งออกมาเป็นกระแสของความคิด หรือว่าความปรุงแต่ง ในการที่ว่าจะไปแทรกแซงหรือไปแก้ไขอาการทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะอึดอัดคับข้อง กังวล เสียใจ ดีใจ เจ็บปวด ร้อนหนาว ไม่สบาย เป็นทุกข์ทั้งกายทั้งใจ  

เพราะฉะนั้น ถ้ายอมรับและเข้าใจว่าขันธ์นี่เป็นทุกข์ รูปขันธ์นี่เป็นทุกข์ นามขันธ์นี่ก็ทุกข์ ...ขันธ์..ถ้าพูดว่าขันธ์นี่ คือหมายความถึงขันธ์ทั้งห้า รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ

พวกนี้เรียกว่าขันธ์ ขึ้นชื่อว่าขันธ์แล้ว ท่านเรียกว่าทุกข์ หรืออีกนัยหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็พูดว่า ภาราหเว ปัญจักขันธา คือขันธ์มันเป็นทุกข์โดยธรรมชาติของมัน

ตัวของขันธ์นี่ หรือว่าตัวของรูปนามนี่ ถ้าแยกออกไปสั้นๆ อย่างที่เราเคยพูดภาษากันก็ว่ารูปและนาม ...ธรรมชาติของรูปและนามตามความเป็นจริงเขาคือตัวทุกข์อยู่แล้ว

แต่ถ้านักปฏิบัติไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมรับ ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า รูปและนามนี่ ตัวของมันนี่เป็นทุกข์อยู่แล้ว ทุกข์มาตั้งแต่เกิด ทุกข์มาตั้งแต่ก่อนเกิด ที่มีนาม

พอมันจับรูปได้ หรือสร้างรูปด้วยการเกิดมา จับธาตุทั้ง ๔ มารวมกันแล้วออกมาจากท้องแม่ นี่ มันทุกข์ตั้งแต่จับรูปแล้วหรือมีรูปขึ้นมาแล้ว

ทีนี้ พอมาเริ่มปฏิบัติปั๊บ ด้วยความปรารถนาลึกๆ ของทุกคน..มันมี โดยเข้าใจว่าปฏิบัติแล้วจะพ้นทุกข์ หรือจะดับทุกข์ ก็เลยเน้นการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงนี่เพื่อจะดับทุกข์ตามที่เราเข้าใจ หรือว่าไปดับทุกข์ของขันธ์

ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันดับไม่ได้ เพราะมันเป็นความจริงที่มันจะต้องแสดงตัวตนของมันที่แท้จริง ว่าตัวของมันโดยธรรมชาติอยู่แล้วคือทุกข์ ควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นดั่งที่เราต้องการหรือไม่ต้องการ

ถ้าเราเข้าใจหรือยอมรับขันธ์ตามความเป็นจริงในระดับหนึ่งแล้ว เวลามันมีอาการอะไรแสดงขึ้นมาหรือปรากฏขึ้นมา ตรงนี้...มันก็จะเห็น เท่าทัน เข้าใจและยอมรับ

แต่ถ้าปัญญาน้อยหรือไม่มีปัญญา พอมีอาการอะไรทั้งรูปและนามปรากฏ  อาการทางรูป...ส่วนมากก็จะรู้อยู่ที่ทุกข์ ไม่สบายกาย ร้อนหนาว เจ็บปวด

อะไรอย่างนี้ถือว่าอาการของรูปปรากฏออกมาเป็นเวทนา หรือถ้าอาการของนามก็เกิดเป็นทุกข์ในลักษณะที่ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิตกกังวลอย่างนั้นอย่างนี้ โทสะ โกรธ

พออาการเหล่านี้ปรากฏปุ๊บ ด้วยความที่ว่าปัญญาไม่รู้เท่าทัน หรือว่าไม่ยอมรับ หรือว่าไม่เห็นตามความเป็นจริง ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงปุ๊บนี่ มันจะกระโดดเข้าไปเล่นด้วย 

คือกระโดดเพื่อเข้าไปปกป้อง หรือกระโดดเพื่อจะทำให้มันเป็นดั่งที่เราตั้งเป้าเอาไว้ ตรงนี้ เรียกว่ามันกระทำไปด้วยความที่ว่าไม่เห็นตามความเป็นจริง หรือว่าทำไปด้วยความโง่ของจิตที่ไม่รู้

เลยเข้าใจว่า เมื่อทุกข์เกิดแล้วเราจะต้องไปแก้มัน ไม่ให้มันเกิด ไม่ให้มันตั้งอยู่ได้ หรือให้มันดับไปเร็วที่สุด นั่น เราก็จะคิดว่าเก่ง เราก็คิดว่าถูก

เราก็คิดว่านี่แหละผลของการปฏิบัติธรรม คือจะต้องดับทุกข์แก้ทุกข์ได้เร็วไว ทันทีทันใด จึงจะเรียกว่าได้ผล แล้วก็เพียรพยายามเข้ามาปฏิบัติธรรมมากขึ้นๆ เพื่อจะหาวิธีไปเอาชนะมัน

แต่การปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริง ที่ตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอน...จริงๆ ท่านสอนว่า เรื่องทุกข์นี่ ท่านให้วางนะ ...เข้าใจคำว่าวางทุกข์ไหม วิธีวางทุกข์ก็คือไม่สนใจกับมัน

อะไรจะเกิด อะไรจะตั้งอยู่ อะไรจะดับไป อะไรจะเกิดขึ้นใหม่ แค่รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ ...แล้วให้สังเกตว่า อะไรที่มันไม่ยอมเฉย ตรงนั้น ถ้ามันไม่เฉย หรือไม่ยอมรับมันเมื่อไหร่ มันจะมีอาการดีดดิ้น

ตรงนั้นแหละ ท่านให้มาศึกษา สติให้เข้ามารู้ตรงนั้น จิตที่มันหวั่นไหว อาการที่มันหวั่นไหว อาการที่มันส่ายแส่ อาการที่มันกระเทือน อาการที่มันดิ้นรน อาการที่มันทะยาน เห็นมั้ย ตรงนั้น

ถ้าดูตามอาการโดยไม่ต้องมีภาษาพูด มันจะเป็นอาการที่แกว่ง ดิ้น กระเทือน กระสับกระส่าย ไหว ไม่ตั้งมั่น ...ตรงนั้นแหละ ถ้าเราจับอยู่ตรงนั้น หรือว่าดู สังเกตอาการนั้น มันจะดับทุกข์ตามความเป็นจริงได้

แต่ทุกข์นี่ไม่ดับนะ ทุกข์ทางกายยังไงก็ไม่ดับ  หรืออารมณ์น่ะ เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นมาใหม่ได้ ดับไปชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ได้ ...แต่ว่าไม่สนใจ หรือว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาการของรูปและนาม

ถ้าจิตมันเข้าใจตรงจุดนี้ว่าอาการทุกข์ที่แท้จริงนี่ ทุกข์ตามความหมายที่พระพุทธเจ้าให้เห็น แล้วก็ดับตามความเป็นจริงนี่ ที่เห็นแล้วมันจะดับตามความเป็นจริงได้ คือทุกข์อุปาทาน

ถ้าเข้าใจตรงจุดนี้ หรือเข้าไปสู่ความดับทุกข์อุปาทานแล้วนี่ ...ไอ้ทุกข์ของรูปและนาม มันเห็นเป็นเรื่องธรรมดาได้ ยอมรับได้มากขึ้น ...ความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะมองเห็นเป็นเรื่องปกติ

ไม่ใช่เป็นเรื่องของศัตรูที่เราจะต้องไปฆ่าฟันหรือเอาชนะกัน เพราะยังไงๆ มันก็ต้องเจ็บต้องปวด ยังไงๆ มันต้องแตกต้องดับเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ไม่ดับวันนี้อีกไม่ถึงร้อยปียังไงก็ตาย ยังไงก็ไม่เหลือ

มันก็จะมองแบบยอมรับได้ จิตมันจะมีความเข้าใจว่ามันมีทุกข์ตรงนี้ แล้วมันแก้ตรงนี้...มันแก้ตรงนี้แก้อยู่ที่ใจ ละอยู่ที่ใจ ละความอยากกับละความไม่อยาก เป็นหลักเลย..หลักอยู่ตรงนี้

เราไม่รู้หรอกวิธีการปฏิบัติสายไหน กำหนดอย่างไร ผิด-ถูกเราไม่รู้ แต่รู้ว่าถ้ามันเข้ามาดับทุกข์ตรงนี้ได้ เข้ามาเห็นทุกข์ตามความเป็นจริงที่มันซ้อนทุกข์ภายนอกอยู่นี่


แล้วเข้าไปรู้เท่าทัน เห็นอาการพวกนี้ แล้วอาการพวกนี้มันเกิดความเบา จางคลาย  แล้วก็ยอมรับในทุกสิ่งตามความเป็นจริงได้มากขึ้น ...เราถือว่าการปฏิบัตินั้นตรงเป้าที่พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้ว


(ต่อแทร็ก 1/27  ช่วง 2)