วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 1/21



พระอาจารย์
1/21 (25530415A)
15 เมษายน 2553


โยม –  สติมันมีอยู่ตลอดรึเปล่าพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ไม่มีนะ


โยม –  ต้องทำใช่ไหมฮะ

พระอาจารย์ –  ใช่ ...เบื้องต้นต้องเจริญนะ สตินี่ ต้องสร้างขึ้นมา ...แต่ว่าสร้างอย่างไรที่เป็นธรรมชาติที่สุด  คือไม่แรงเกินไป ไม่จงใจจนเกินไป ไม่เพ่งจนเกินไป

พอดีๆ น่ะ พอดีที่มันจะมีและก็ไม่ลืมน่ะ พอดี...มันก้ำกึ่งมาก ที่มันจะเป็นกลาง ซึ่งมันต้องอาศัยความเคยชินและประสบการณ์ในการ...รู้ไปเรื่อยๆ รู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ

รู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ ...แล้วมันจะรู้ว่า รู้อย่างนี้เป็นรู้แบบกลางๆ รู้แบบเป็นธรรมชาติของสติที่แท้จริง ที่มันจะเห็นความเป็นจริงได้สมดุล


โยม –  แล้วถ้าทำบ่อยๆ มันจะมีเองมั้ย

พระอาจารย์ –  เมื่อถึงเวลาที่มันเต็มรอบของมันแล้วนี่  มันจะมีของมันเอง ในลักษณะที่เรียกว่า...รู้ทันจิตแรก รู้เท่าทันในขณะที่จิตแรก 

เช่นว่า ตาเห็นรูปปั๊บนี่ พอรับรู้ปั๊บขณะแรกนี่ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นขณะแรกเลย ...มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “รู้ทัน” เลย  ...รู้โดยอัตโนมัติ 

นี่ รู้ในขณะอารมณ์แรกที่เกิด จะเห็นอาการเกิดครั้งแรกของขันธ์ หรือว่าการเกิดครั้งแรกของอุปาทานขันธ์ ...จะเห็นตรงนั้น 

แล้วก็...ถ้ามันเห็นในขณะแรกที่เกิดอุปาทานขันธ์ หรือว่าการสร้างขันธ์ขึ้นมาในจิตนี่ มันจะเห็นความดับไปเลย มันจะเห็นความดับไปของอุปาทานตรงนั้น...ดับ หรือว่าเห็นความดับไปของอัตตาอุปาทาน 

แต่ว่าตัวขันธ์นี่ก็ยังดำเนินต่อ ...ตรงนี้มันพูดยาก มันต้องเรียนรู้ไปแล้วเห็นเอง ...ถ้าจดจำแล้วคิดตามนี่...ยุ่ง ถ้าจดจำแล้วไปทำตาม...ยุ่ง นะ ...ก็อย่าไปจำ พูดให้ฟัง


โยม –  มันต้องเป็นเอง

พระอาจารย์ –  มันจะต้องเป็นเองอย่างนั้นนะ ...คือว่าพอพูดว่าจิตแรก...แค่นี้ก็งงแล้ว เข้าใจมั้ย ไปหาจิตแรกอยู่นั่นแหละ  เราจะไม่รู้เลยว่าจิตแรกคือตรงไหน

เพราะว่าสติถ้ายังไม่ถึงพร้อมหรือว่าไม่รู้รอบแล้วนี่ ...มันจะแยกไม่ออก ระหว่างจิตแรกคืออะไร


โยม –  มันรู้ก็เลยไปแล้ว

พระอาจารย์ –  ส่วนมากไปจิต สาม สี่ แปด สิบ ร้อย สองร้อย สามร้อย มันไม่แรกแล้ว ...แต่ถ้าถึงจิตแรกแล้วมันจะชัดเลยนะ  ถ้าทันจิตแรกปั๊บดับปุ๊บเลย  

แต่ถ้า..เอาง่ายๆ ถ้ารู้ปั๊บแล้วยังต่อไปเรื่อยนี่ แสดงว่าขณะนั้นมันเป็นอุปาทานขันธ์แล้ว ...เพราะงั้นสติในระหว่างนี้ให้รู้เฉยๆ ไม่ต้องไปสนใจมันเลย

รู้เฉยๆ ไม่ต้องไปสนใจ บอกให้เลย ไม่ต้องไปสนใจเนื้อถ้อยกระทงความของมันเลย ...เพราะมันเป็นวิบากหรือเป็นผล เข้าใจมั้ย อุปาทานขันธ์นี่ มันไม่มีประโยชน์โพชผลอะไรแล้ว 

มันมีแต่เรื่องหนักหัว ถ้าไปเห็นมัน เข้าใจกับมัน หรือว่ารู้มันน่ะ ...ไม่จำเป็น แค่รู้แล้วก็...ทิ้งได้ก็ทิ้ง  ถ้ามันยังขยับไปต่ออีก...ก็รู้อีก


โยม –  บางทีมันก็ไปพยายามจะเข้าใจน่ะครับ

พระอาจารย์ – นั่นแหละ ปัญหาอยู่ตรงนั้นแหละ...คือมันมีทิฏฐิ  ...คืออาสวะนี่มันมีหลายตัว นี่ที่เรียกว่าทิฏฐิสวะ เข้าใจมั้ย  คือมีความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือว่าเชื่อมั่นในความเห็นของตัวเอง

เพราะฉะนั้นมันจะไปพยายามทำให้เกิด...ให้มีความเห็นที่มันต้องการให้เห็นน่ะ มันมีความเชื่ออย่างนั้น แล้วมันไม่ยอมทิ้งไอ้ตัวทิฏฐิสวะนี่ 

มันก็เข้าไปทำให้เกิดความเข้าใจ เข้าไปเพื่อเห็นรายละเอียดแล้วจะเกิดความเข้าใจ ...มันจะเกิดความเชื่อของมันขึ้นมา แล้วมันไม่ยอมทิ้งความเชื่อนั้นๆ 

ก็ให้รู้ทัน ๆ รู้ทันบ่อยๆ ...บอกแล้ว ถ้ารู้ไม่ทันแล้วมันจะไหลไปเรื่อยแหละ ...เพราะนั้น วิธีง่ายๆ ...ย้ายซะ ย้ายสติมารู้ที่อื่น... มารู้ที่กาย 

เช่น สมมติว่าโยมกำลังทำงานหรืออะไรก็ตาม แล้วมีอารมณ์แรงๆ เกิดขึ้น แล้วรู้ว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น...หงุดหงิด รำคาญ...เมื่อเห็นแล้วมันจะมีอาการต่อเนื่อง ...แล้วรู้ว่ามันจะไหล เราจะไหลไปกับมัน

ให้สังเกตดู ...ถ้าอย่างนั้นน่ะให้เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนอิริยาบถหรือย้าย...ย้ายที่รู้ตรงนั้นน่ะ ...แล้วจับความเคลื่อนไหว มาจับความเคลื่อนไหวทางกายซะ    

แต่ถ้าเราไปสังเกตอารมณ์ต่อเนื่องนะ มันจะยิ่งมากขึ้น ๆ นะ ...เพราะว่าสติปัญญาของเรามันไม่สามารถจะแยกสิ่งที่ถูกรู้กับสิ่งที่รู้ได้โดยชัดเจน ...มันมีการเข้าไป

(เสียงโยมส่วนหนึ่งกราบลาและขอพร)

จิตดี...ทุกอย่างดีหมด  จิตไม่ดี...ทุกอย่างไม่ดีหมด ...มันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ภายนอกทั้งหมดน่ะ เรารับกับสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่เราเป็นตัวชักนำมาเป็นหลัก...เป็นปัจจัยหลักเลยนะ 

ส่วนไอ้ที่ไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ ที่มันเข้ามา...ถ้าแม้ว่าจิตใจเราดีก็ถือว่าเป็นปัจจัยไม่ใช่เพราะอะไร  อย่าคิดว่าจะต้องอะไรอย่างนั้น  ถ้าไม่ดีก็ถือว่าเป็นเครื่องสงเคราะห์จิตไป แล้วก็พยายามรู้แล้วก็วาง แค่นั้นเอง 

ก็นั่นแหละเราเรียกว่าจิตดี  ซึ่งไม่ใช่จิตที่เอาแต่สงบนิ่งเยือกเย็นนะ ...แต่ว่าจิตดีคือจิตที่ไม่เอาอะไร ไม่กังวล ไม่เครียด ไม่ซีเรียส อะไรก็ได้

อย่างนั้นถึงเรียกว่าจิตดี จิตเลิศ จิตประเสริฐ  จิตพร้อม ...คำว่าจิตพร้อมนี่...ถึงพร้อม เพราะจิตที่ถึงพร้อมนี่ ...พร้อมยังไง ...พร้อมที่จะเจออะไรก็ได้  ถึงเรียกว่า "พร้อม" เข้าใจรึเปล่า

ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ไม่มีอะไรก็ได้ มากก็ได้ น้อยก็ได้ นานก็ได้ สั้นก็ได้ เห็นมั้ย หนักก็ได้ เบาก็ได้ เห็นมั้ย ถึงพร้อม จิตถึงพร้อม พร้อมกับทุกสิ่ง พร้อมกับทุกเหตุและปัจจัย โดยไม่เบือนหน้าหนีน่ะ

นั่นแหละ เขาเรียกว่าจิตเลิศจิตประเสริฐ จิตไม่มีพิษมีภัย แล้วก็จิตไม่เป็นพิษเป็นภัยกับทุกสิ่ง ไม่ต่อต้าน ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ...เอ้า พูดไปพูดมานี่จิตพระอรหันต์นี่หว่า (โยมหัวเราะกัน)

นั่นแหละ ก็ให้พยายามเข้าใจ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปของมันเอง กับภายนอกมันจะเกิดความพร้อมเอง ...ทำใจให้พร้อม...พร้อมที่จะรับทุกสิ่ง 

นั่นแหละ แก้ได้หมดๆ รับได้หมด ทุกสิ่งที่ถาโถมเข้ามา ทั้งที่คาดถึง ทั้งที่คาดไม่ถึง ...ไม่ต้องพึ่งอะไร พึ่งใจเรานั่นแหละ ใจนี้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง ...ถ้าพึ่งใจตัวเองไม่ได้ ก็ไม่รู้จะภาวนาไปทำไม  

มีปัญหาอะไร...ถามใจ  มีปัญหาอะไร...แก้ที่ใจ ...แก้ไม่ได้ก็อยู่กับมันนั่นแหละ มันออกเองแหละ มีทางออกอยู่ตรงนั้นเองแหละ ...อย่าไปหาทางออกที่อื่น 

ทางอื่นน่ะเป็นทางที่ให้ติดแล้วก็ข้อง เป็นทางที่ให้เราลุ่มหลง ...มันก็ได้เป็นครั้งเป็นคราว แล้วเราก็ลุ่มหลงในทางออกนั้นๆ 

ไปหาหมอดูมั่ง หาคนปัดเป่าเคราะห์ให้มั่ง ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้แล้วจะเบาขึ้น ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วมันจะไม่เกิดเรื่องอย่างนี้ ...มันเป็นเรื่องที่เกิดจากการล่อลวงน่ะ ไปให้เขาล่อลวง

ทั้งที่ว่าแท้จริงมันแก้อยู่ที่เดียวเท่านั้นคือที่ใจของเรา ...ยอมรับมันซะ อะไรที่เกิดขึ้นก็ยอมรับ แล้วก็ศึกษามัน สำเหนียกกับมัน 

ว่าอะไรคืออะไร มันทุกข์ตรงไหน อะไรเป็นทุกข์กันแน่ เราไปทุกข์กับมัน หรือมันมาทำให้เราทุกข์ ...ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน แล้วจะเข้าใจ 

ทุกสิ่งทุกอย่างน่ะเขาไม่ทำให้เราทุกข์หรอก ...เราน่ะไปทุกข์กับมัน เราน่ะไปผูกพันมัน เราน่ะไปยึดถือมันเป็นอารมณ์ อันนี้ต่างหาก ...เพราะ “เรา” นั่นแหละเป็นต้นเหตุที่ให้เกิดทุกข์  

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแค่ปัจจัย...เป็นปัจจัยไม่ใช่เหตุ ...เหตุที่แท้จริงสุดท้ายคือใจที่รู้ แต่ว่ามันรู้ไม่เป็น มันรู้ยึด รู้ถือ รู้เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ รู้แล้วต้องแก้ รู้แล้วต้องอย่างนั้น รู้แล้วต้องอย่างนี้ ...มันรู้ไม่จริง 

ถ้ารู้จริงๆ น่ะ รู้เฉยๆ นะ ทุกสิ่งทุกอย่างแก้ได้หมด ...แล้วมันก็จะผ่านไป สุดท้ายก็ผ่านไป 

สุดท้ายก็ไม่มีอะไร ...ได้มาก็หมดไป มากก็หมด น้อยก็หมด พอใจก็หมด ไม่พอใจก็หมด ได้ดั่งใจก็หมด ไม่ได้ดั่งใจก็หมด ...สุดท้ายมันไม่เหลืออะไรเลย 

อย่าไปคิดว่ามันช้า อย่าไปคิดว่ารับไม่ได้ ...ได้หมดแหละ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แค่นั้นเอง ...เอาตัวรอดแค่นี้ รอดได้หมด รอดได้ทุกภพเลยแหละ ถ้าเอาตัวรอดแบบนี้ 

แต่ถ้ายังพึ่งอยู่นะ ยังพึ่งอันนั้นอันนี้ พึ่งสิ่งนั้นพึ่งสิ่งนี้ พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พึ่งศาสตร์ต่างๆ  มันหาความแน่นอนไม่ได้ ...ได้มั่งไม่ได้มั่ง แก้ได้มั่งแก้ไม่ได้มั่ง มากขึ้นบ้าง น้อยลงบ้าง

แล้วก็หากันไปเรื่อยไม่รู้จักจบ มันจะไม่มีคำว่าจบ ...แต่ถ้าแก้ที่ใจแล้วจบ  มันจะจบตรงนี้แหละ ต้องให้จบตรงนี้แหละ อย่าไปจบข้างหน้า อย่าไปจบที่อื่น จบให้ได้ที่นี่ 

ต้องเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในพระธรรม เชื่อมั่นในพระอริยสงฆ์  ท่านให้กลับมาแก้ที่ใจ รู้ที่ใจ ละที่ใจ ...แก้ได้หมด แก้ได้หมดอนันตาจักรวาล 

ปัญหาถาโถมหนักหน่วงขนาดไหน แม้แต่วัฏสงสารที่เรียกว่าอเนกชาติหาจุดที่จบไม่ได้...ยังมาจบที่นี่เลย  เห็นไหม อานิสงส์แห่งธรรม อานิสงส์แห่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นี่มีคุณค่ามาก

เพราะนั้นพวกเราอย่าหนีธรรม อย่าหนีธรรม อย่าหนีคำสอนท่าน ไปหาที่พึ่งอื่นเป็นสรณะ ...ใจนั่นแหละเป็นสรณะ รู้ตรงนั้น อยู่ตรงนั้นแหละ  

ถ้ามันว่าจะตาย ถ้ามันว่ารับไม่ไหว ให้มันตายตรงนั้นแหละ...แก้ได้หมด ... รอด...สุดท้ายนะรอด


(ต่อแทร็ก 1/22)





แทร็ก 1/20 (3)


พระอาจารย์
1/20 (25530404B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 เมษายน 2553
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/20  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าเป็นพระอริยะท่านเรียกว่าอยู่แค่มหาสติน่ะ มีแค่จิตเดียว รู้แค่ขณะเดียว มีความหมายแค่ขณะเดียว แล้วก็ดับเลย ...ตรงนี้ท่านถึงเรียกว่าเป็นอนาคา...อนาคามี

เพราะว่าอนาคามี คืออนาคาริก  อนาคาริกแปลเป็นไทยว่าผู้ไม่มีบ้าน เข้าใจมั้ย ...แต่ยังมีการรับรู้ นั่นเรียกว่าภพเดียว แต่เป็นพระอรหันต์นี่ ไม่มีภพ จะไม่มีแล้ว จะไม่มี จะไม่มีที่ตั้งแห่งภพ

เพราะฉะนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องรับรู้เลย (หัวเราะ) คือเป็นอิสระ อิสระจริงๆ คือไม่มีแล้วนะ ไม่มีคำว่าจะต้องรู้อะไรหรือจะต้องไปตั้งใจใส่ใจกับอะไร ...คือท่านหมดแล้ว 

แล้วที่จะหมดจริงๆ นี่ อันนี้ทำเอาไม่ได้นะ  มันเป็นของมันเองเลย ...มันเป็นเอง คือจิตจะทิ้งภพเลย ทิ้งหมด ไม่มีการตั้งใจรับรู้หรือว่าจะต้องรู้อะไร

แต่ว่าลักษณะพระอนาคานี้...ท่านยังต้องรู้ ท่านยังต้องมีที่ตั้ง จะต้องไปทำลายที่ตั้งแห่งรู้...คือใจ  มันยังมีใจรู้อยู่นะ ยังมีความสำคัญของใจรู้อยู่

ตรงนั้นน่ะคือภพใหญ่ คือมหาภพ ...คือเป็นภพแรกหรือว่าจิตเดิม หรือว่าจิตประภัสสร หรือว่าจิตบริสุทธิ์ หรือว่าใจ หรือว่าจิตแรก

แต่ว่าถึงภาวะของพระอรหันต์คือหมายความว่า ท่านสามารถเข้าไปทำลายที่ตั้งแห่งใจ หรือว่าเข้าไปทำใจให้เป็นนิโรธ...ดับ ดับภพของใจ 

จนสุดท้ายแล้วที่ตั้งใจนี่ไม่มีที่ตั้งนะ มันรวมกันแค่วิบากขันธ์ให้ประคับประคองกันอยู่ให้ถึงวาระอายุขัยเท่านั้นเอง อยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป เป็นอย่างนั้น เรียกว่าประคองกันไป

คือความเป็นใจไม่สามารถตั้งอยู่ได้แล้ว มันมีแค่เป็นภารกิจชั่วคราว...ร้อยปี ห้าสิบปี ยังอยู่ก็ประคองขันธ์กันไป ...แต่หมดแล้วคือพั่บ หาที่อยู่ไม่มีแล้ว 

ใจก็ไม่มีที่ตั้งแล้ว พร้อมกัน...ดับขันธ์ ...เคยได้ยินมั้ยว่าดับขันธ์ มันไม่ใช่ดับแค่รูปขันธ์ นามขันธ์ก็ดับ ใจที่เป็นฐานของนามขันธ์ก็ดับ ...เรียกว่าดับโดยสิ้นเชิง

แต่ของพวกเรานี่รูปดับ...นามไม่ดับ ใจไม่ดับ ใจยังก่อภพใหม่ หารูปใหม่ ...วิบากก็จะส่งผลไปตามกรรมปัจจัย ต่อ...ต่อเนื่องกันไป

เพราะนั้นว่า แค่เรียนรู้เท่านี้...พอแล้ว ...ใครเขาว่าดูไปแล้วมันจะละยังไง เพิกถอนยังไง  ดูไปเหอะ ถอนไม่ได้ก็ดูไปเหอะ ก็บอกว่า...อะไรๆ เกิดขึ้นให้รู้ ...รู้ไปเหอะ แก้ปัญหาได้หมด

ผิดมั้ย สงสัยมั้ย...รู้  มันว่าจะทำอย่างอื่นดีมั้ย อันนั้นใช่มั้ย จะทำอย่างนี้ดีมั้ย...รู้เข้าไป ...อะไรเกิดขึ้นก็รู้เข้าไปเหอะ มันแก้ให้เอง มันจะปรับสมดุลให้เอง

สุดท้ายแล้วไอ้ที่รู้นี่ดับหมดแหละ มันมาแค่ชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว หาโน่นหานี่ทำไปรู้ไป ไม่มีอะไรหรอก ...รู้เฉยๆ เอารู้เข้าไปแก้ รู้เฉยๆ สุดท้ายมันตั้งอยู่ไม่ได้หรอกไอ้สิ่งที่ถูกรู้น่ะ 

ความอยากมี อยากเป็น  คิดว่าอย่างนั้น คิดว่าอย่างนี้  เดี๋ยวก็หายไปหมดแหละ ...ไอ้พวกความคิดล่องลอยเลื่อนลอยทั้งหลาย มันเป็นแค่นั้นเอง อย่าไปจริงจังอะไร

ใครว่าถูก ว่าดี ว่าผิด ว่าใช่ แค่ฟังข้างหูปุ๊บ ดับไปแล้ว ...ที่อยู่ที่ใจเป็นสัญญา รู้อีกๆๆ ขึ้นมาก็รู้ๆ  มันไม่มีอะไรตั้งอยู่หรอก ไม่มีอะไรคงอยู่หรอก

อย่าไปคิดว่าจะดีจะร้ายกับมัน หรือมันจะทำให้เราดี หรือมันทำให้เราร้าย ...อันนั้นเป็นเรื่องของความหมายมั่นเอาเองแค่นั้นแหละ

ก็อย่าไปหมายมั่นเท่านั้นเอง ละได้ก็ได้ ละไม่ได้ก็ไม่ได้ ...มันก็ไม่เห็นเป็นอะไร มันก็เป็นแค่ความคิด ...ความเป็นจริงก็มีอยู่ตรงนี้

บอกแล้ว ความปรุงแต่งของจิตน่ะมันพิสดาร...พิสดาร หาทางไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ มันซับซ้อนมากขึ้นๆ

เพราะนั้นว่า พวกเราเวลารับรู้ข่าวสาร เวลารับรู้เรื่องพวกนี้ ต้องกลับมาปรารภที่ใจ...เป็นยังไง  พอใจ เสียใจ หรือดีใจ หงุดหงิด รำคาญ หรือธรรมดา เฉยๆ

พวกนี้แก้ไม่ได้ ห้ามไม่ได้ ใช่มั้ย ยังไงก็ต้องมีน่ะ จะไปบอกให้หยุด...เขาก็จะทำ มีปัญหาอะไรมั้ยล่ะ ...เราต้องกลับมาปรารภอยู่ตรงนี้ ยินดียินร้ายเกิดขึ้นไหม หรือธรรมดา ...เออ ดูมันไป แค่นั้นเอง

คอยระวังเท่าทันอยู่ที่ใจ ไม่ต้องไปเดือดร้อนมากเกินไป  หน้าที่อย่างเดียว...แค่รับรู้ ผัสสะ ยังไงก็ปิดไม่ได้ผัสสะ อายตนะนี่ปิดไม่ได้หรอก กันไม่ได้หรอก แก้ไม่ได้ ห้ามไม่ได้

แต่ตรงนี้ต่างหากที่ปรับได้ แก้ได้ ระวังได้ ดูแลมันได้ ...รู้อะไร เห็นอะไร ได้ยินอะไร กลับมาปรารภที่ใจ...เป็นอย่างไร ดู สังเกตดู แล้วจะเห็นว่าไอ้ตรงนี้ก็เปลี่ยนไป ...สุดท้ายแล้วก็คือว่าไม่มีอะไรนะ มันจะวางได้เอง


โยม –  ทุกคนจะมีกรรมของใครของมันอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปแทรกแซง

พระอาจารย์ –  ใช่ กรรมมากกรรมน้อย อยู่ที่เจตนาของเขา


โยม –  อย่างเราเป็นแม่อย่างนี้ หรือเราเป็นลูกก็ตาม เราก็ทำตามหน้าที่ คือถ้าเขาทำอะไรไม่ถูก เราก็ทำตามหน้าที่...ให้เต็มที่ก็พอ

พระอาจารย์ –  อือ คาดหวังอะไรไม่ได้


โยม –  ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องแทรกแซงเขามาก

พระอาจารย์ –  สมัยหลวงปู่ท่านอยู่นะ มีพระองค์นึงมาบวช จะขอมาบวช แล้วปัญหาคือว่าแม่ไม่ยอมให้บวช ...คือธรรมดาของนักบวชนี่ จะบวชเขาจะต้องมีให้พ่อแม่อนุญาต 

มันก็ติดตรงนี้ว่าแม่ไม่อนุญาต คือเหลือแม่คนเดียว ไม่ยอมให้บวช ก็มาหาหลวงปู่ โยมก็ว่าแม่ไม่ยอมเซ็นให้บวชนี่จะทำยังไง อยากจะบวชก็ไม่ได้บวช แม่ไม่ยอม จะพูดยังไงให้ฟัง

หลวงปู่บอกว่า “ช่างแม่มัน” (หัวเราะกัน) “มานี่ จะเซ็นให้เอง” ท่านบอกว่า มันเป็นแม่แค่เก้าเดือน มันอุ้มท้องเป็นแม่นี่ มันควบคุมเราได้เพียงแค่เก้าเดือน ออกจากท้องแม่มาแล้วนี่ มันไม่สามารถควบคุมกันได้แล้ว 

คือนี่พูดแบบความเป็นจริง จริงๆ เลยนะ ...คือท่านพูดให้เห็นว่า บางทีไอ้เรื่องจารีตประเพณีบัญญัติหรือสมมุตินี่ มันกลายเป็นตัวที่ห้ามมรรคผลโดยปริยายเลย เข้าใจมั้ย เพราะเราไปยึดมั่นกับไอ้ความหมายแค่นี้

หลวงปู่บอก เซ็นเข้าไปเหอะ แม่ไม่เขียนก็เขียนไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวแม่เขาก็ค่อยปรับจิตปรับใจได้เอง อะไรอย่างนี้ ...ซึ่งมันอาจจะดูปฏิวัติหรือว่าโต้แย้งขัดแย้งกับจารีตประเพณีอะไรก็ตาม 

แต่ในความเป็นจริงนี่ บางทีมันก็ต้องอย่างนี้ ...เรื่องของธรรมเรื่องของความเป็นจริงบางทีมันก็ยากที่จะเอาโดยจารีตหรือที่จะเอาความเข้าใจหรือการยอมรับของทุกฝ่าย บางทีภูมิปัญญานี่มันคนละระดับกัน

แต่ถ้าเราไปกังวล เกรงใจ เอาเรื่องของความถูกต้อง ความที่สังคมเขาว่ากันอย่างนั้นอย่างนี้...มาเป็นตัวผูกมัดพันธนาการก็ไม่ได้ ...มันติดขัดหันรีหันขวางไปไม่ถูกหรอก บางทีนะ

เพราะนั้นอะไรก็ตาม...กลับมาปรารภที่ใจ ดูใจเป็นหลัก ว่าจิตเราเป็นกลางมั้ย เรามีเจตนามั้ย มีเจตนาเป็นกุศลหรือไม่อย่างไร ...ตรงนี้ดูที่เจตนา แล้วกลับมาปรารภที่ใจ

การกระทำออกไป เราถือว่าบริสุทธิ์หมดแหละ ดีหมดแหละ ...แต่คนรับเขาจะคิดยังไง เราห้ามเขาไม่ได้อยู่แล้ว มันอยู่ที่ภูมิปัญญา คนรอบข้างของเรา

แต่ว่าการทำพูดคิด ถ้ามีสติเราจะรู้เลยว่า เราทำด้วยเจตนาอะไร...นี่ รู้อยู่แล้ว ...มันเป็นตัวที่ทำให้เรายืนได้ไม่ต้องก้มหน้าอายใครน่ะ เข้าใจมั้ย มันจะรู้ได้ด้วยตัวเอง

มันมีความกล้าหาญน่ะ ในการที่จะรับ...แม้แต่ว่าคนเขาจะก่นด่า คนเขาจะยกยอก็ตาม ...มันรู้อยู่แล้วว่าการกระทำคำพูดของเราเป็นไปด้วยอะไร หลอกตัวเองไม่ได้หรอก ไม่ต้องกังวล

บางที เราก็อย่าไปติดเรื่องของค่านิยม ประเพณี หรือว่าคำพูด หรือว่าอะไร ข้อวัตรข้อห้ามอะไรต่างๆ จนเกินไป มันกลายเป็นเหมือนกับวัวพันหลักน่ะ

มันจะดึงไปหมด ขัดไปหมดแหละ ติดขัดไปหมด ความว่า...ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันต้องอย่างนั้น มันไม่น่าอย่างนั้น อะไรพวกนี้ หลายอย่าง ถ้าเราไปกังวล

เพราะนั้นตัดสินใจ ถ้าทำก็ทำไป ก็ปรารภอยู่ที่ใจเป็นยังไงขณะที่ทำ ดีแล้ว ทำเลย ไม่มีปัญหา ...เพราะว่ามันจะเป็นกลาง ไม่มีอกุศลจิตเป็นตัวนำ ไม่มีอะไรหรอก ใครจะว่ายังไงไม่มีปัญหา


โยม –  วันนี้กระจ่าง โชคดีที่ได้มาฟัง

พระอาจารย์ –  โชค...โชคอีกแล้ว ...ไม่มีโชคนะ ตามเหตุปัจจัย ...ไม่มีโชค ไม่มีบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัย 

จะมาได้นี่ต้องนั่งรถมา ต้องเดินทางมา เห็นมั้ย มันต้องมีการประกอบกระทำ มีการจงใจ มีเจตนา มันมีหลายสิ่งหลายอย่าง มันมีการปรารภ เห็นมั้ย ไม่มีโชค ไม่เกี่ยวเลย


โยม –  หนูเคยพาแม่มาแล้วไม่เจอพระอาจารย์ เฉียดไปนิดเดียว

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย มันเลือกไม่ได้...เหตุปัจจัย


โยม –  หนูอยากให้แม่ได้มีโอกาสมากราบพระอาจารย์ค่ะ เพราะว่าก็ยังเห็นท่านยังติดข้องอยู่

พระอาจารย์ –  อือ ตามเหตุปัจจัย ...มีอะไรอีกมั้ย สงสัยอะไรมั้ย


โยม –  ท่านครับ อย่างเจโตวิมุตินี่ พอพั้บออกมาแล้วนี่ อย่างต่ำพระอนาคา หรือว่าจะขึ้นไปสู่พระอรหันต์ก็ได้ใช่ไหมครับ ...แล้วก็อย่างท่านบอกว่าพระอนาคานี่อยู่ในภพ ภพแรก อยู่ที่หนึ่ง แล้วก็ดับ แต่ก็มีปรุงต่อเป็นสักแต่ว่าใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  อือฮึ ขันธ์มันมีอยู่ตลอด หนีไม่พ้นหรอก ขันธ์นี่...ในระหว่างมีชีวิตอยู่ ไม่สามารถดับขันธ์ได้เลย ไม่สามารถดับได้ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเลยแหละ ขันธ์ห้ามีครบ

พระอรหันต์ก็มีครบ ความคิดมี ความรู้สึกมี เวทนามี รูปมี เจ็บปวดแสบร้อน เหนื่อยมี หิวมี กระหายมี พอใจมี ไม่พอใจมี ...มีหมดๆ แต่มีแล้วดับได้เป็นปกติ

มีแบบปกติ ไม่ได้มีแบบผิดปกติ เท่านั้นเอง เป็นธรรมดาของขันธ์ เรื่องนี้เป็นธรรมดา เป็นวิบากขันธ์ นามก็เป็นวิบากขันธ์ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ พวกนี้ก็เป็นวิบากขันธ์หมด

เมื่อมีรูปนี้จะต้องมีอาการอย่างนี้แหละ เป็นธรรมดา  ไม่เห็นว่าเป็นถูกหรือเป็นผิด แต่เห็นว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นเช่นนั้นเองๆ ...ยอมรับได้หมด แค่นั้นเอง 

แต่เจโตวิมุติ...สมัยนี้ไม่มีแล้ว


โยม –  มันไม่อำนวยแล้วหรือครับ

พระอาจารย์ –  อือ เหตุปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้อ


โยม (อีกคน) เจโตคืออะไรคะ

พระอาจารย์ –  คือการสำเร็จพระอรหันต์ หรือว่าสำเร็จเป็นพระอริยะโดยการกำหนดจิตล้วนๆ หมายความว่ากำหนดสมาธิล้วนๆ ไม่มีการพิจารณาเลย ไม่มีการเจริญสติเลย

นั่งหลับตาแล้วกำหนดเข้าสมาบัติล้วนๆ เรียกว่าเจโตวิมุติล้วนๆ ...ซึ่งในยุคสมัยปัจจุบันนี้ไม่มี ยากมาก เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเหตุปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้อ

สมัยพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ แล้วท่านส่องดูครั้งแรกว่า มีใครจะฟังธรรมได้ แล้วได้ผลเร็วที่สุด ท่านก็มองเห็นเลยว่าอาจารย์ท่านนี่แหละ...อาฬารดาบสกับอุทกดาบส

สองท่านนี้เป็นอาจารย์ที่สอนพระพุทธเจ้าให้บำเพ็ญตบะ เพื่อเข้าสู่อรูปคือความไม่มีไม่เป็น ความว่าง ความดับของความว่าง นั่นคือที่สุดของภูมิจิตของมนุษย์ยุคนั้นที่จะทำถึง และก็ถือว่าที่สุดของมันคือแค่นั้นเอง

เพราะนั้นถือว่าสำเร็จที่สุดคือตรงนั้น นี่ สองท่านเป็นอาจารย์ที่สอนพระพุทธเจ้าให้บำเพ็ญ แล้วเมื่อพระพุทธเจ้าบำเพ็ญจนถึงที่สุดนั้น คือพระพุทธเจ้าทำได้นะ

อาฬารดาบสได้สมาบัติที่เจ็ด อุทกดาบสได้สมาบัติที่แปด ทั้งสองคน พระพุทธเจ้าก็ได้หมด สมาบัติ ๘ ...แต่ท่านเห็นว่ามันยังไม่ถูกอยู่น่ะ มันยังไม่ใช่ๆ

ท่านจึงคลายออก แล้วก็มาบำเพ็ญทางด้านมัชฌิมาปฏิปทา วางจิตเป็นกลาง ไม่มีประกอบกระทำ แต่ว่ารับรู้แล้วก็ดู พิจารณาตามความเป็นจริง

พอท่านตรัสรู้ ท่านก็เห็นว่าอาจารย์ของท่านนี่โปรดได้สอนได้ ฟังปุ๊บนี่หลุดเลย ได้เลย  เพราะกำลังนี่พอแล้ว พูดปุ๊บนี่จะให้เห็นก้าวเข้าสู่เจโตวิมุติได้ทันที

แต่พอส่องไปดู เห็นปุ๊บท่านก็อุทานเลย “ฉิบหายแล้ว” ...เพราะอะไร ...ตายแล้ว  อาฬารดาบส อุทกดาบสตายแล้ว ไปอยู่เป็นพรหม เป็นพรหม...ถึงขั้นท่านอุทานว่า “ฉิบหายแล้ว”

เพราะอีกไม่รู้กี่พุทธกัป กว่าจะได้กลับมามีกายมีจิตใหม่ ไปเป็นอรูปที่ไม่มีทั้งกายทั้งจิตน่ะ หาจิตไม่เจอน่ะ เข้าใจมั้ย มันนานมาก หลายแสนมหากัปเลย หลายพระพุทธเจ้า หลายองค์เลย 

ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่อุทานหรอกว่า “ฉิบหายแล้ว” ...นั่นคือถ้าพูดปุ๊บนี่ อธิบายจิตเป็นกลางปุ๊บ ให้เห็นไตรลักษณ์ในสมาบัติ จิตจะเข้าสู่นิโรธสมาบัติได้ทันที 

แล้วก็พอถอนออกมาจากผละสมาบัติตามกำลังปุ๊บนี่ ได้ถึงขั้นอรหันต์เลย ...นี่ สมัยนี้ไม่มีนะ สมัยก่อนๆ ยังมี พวกนี้จะมีฤทธิ์มาก อภิญญา ๖ ได้อภิญญา ๖


โยม –  พระอาจารย์คะ แล้วอย่างพระอริยะที่เป็นพระอนาคามีนี่ค่ะ สมมติถ้าท่านตายไป ในหนังสือหนูเคยอ่านว่า จะไปอยู่บนสวรรค์ พรหมโลก

พระอาจารย์ –  เป็นพรหม อือฮึ เป็นพรหม สุทธาวาส


โยม –  แล้วจะกลับมาเกิดอีกไหม

พระอาจารย์ –  ไม่เกิดแล้ว


โยม –  ไปปฏิบัติข้างบน

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องปฏิบัติแล้ว ไปอยู่รอ...รอให้จิตมันปรับ  แล้วก็หมด...ดับ จิตก็ดับเลย หมดเลย ...เพราะว่ามันเป็นเหตุปัจจัยที่วิบากขันธ์นี่ มันไม่สามารถต่อเนื่องจนถึงความหลุดพ้นขั้นสูงสุด

คือวิบากที่อายุขัยน่ะมันสั้น อายุของขันธ์นี่มันสั้น ก็เลยทำให้จิตนี่มันไม่สมบูรณ์ มันถึงวาระรูปขันธ์ดับซะก่อน จิตยังไม่พร้อม ก็เลยต้องเสวยเป็นสุทธาวาส ...ก็รอจังหวะปรับจิตพร้อม พร้อมเมื่อไหร่ก็ดับ

พอไปถึงขั้นพระอนาคานี่ ไม่ทำอะไรแล้ว มีแค่หน้าที่รู้ดูเห็นๆ เห็นจิต อยู่ในที่อันเดียวแล้ว อยู่ในที่อันเดียวๆ ไม่ไปหาที่อื่น ไม่ออกนอกนี้แล้ว ...อยู่ตรงนี้ๆ ขณะนี้

แต่ว่าวิบากขันธ์มันสั้น เท่านั้นเอง รูปขันธ์ มันหมดวาระไปซะก่อนเอ้า พอแล้วมั้ง


....................................