วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/30 (1)


พระอาจารย์
1/30 (25530523B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  4  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ขายของก็รู้จิต รู้อาการทางกายได้ ...รู้ตัวไป ดูไป ดูอาการทางกายไป  ยิ่งขยับเคลื่อนไหวเยอะๆ ยิ่งเห็นกายได้ชัด

แต่ว่าจิตที่กระวนกระวาย หรือเวลาคนเยอะๆ พลุกพล่าน หรืออะไร ...ก็ให้เห็นความดิ้นของจิต ความกระสับกระส่าย กังวล กลัว วิตก มันจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังสับสน...ให้เท่าทัน

ไม่ต้องไปแก้ ไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไร กลับมาดู กลับมารู้ เห็นกายไม่ชัด เห็นกายไม่นิ่ง หรือว่าไม่นิ่งกับอาการทางใจได้  ก็ให้มานิ่งโดยรู้กายเห็นกายเป็นธรรมดา

ต่อไปก็จะเห็นความธรรมดานี่แหละ ทั้งกายและจิต ควบคู่กัน สลับไปสลับมา แล้วก็ไม่ได้อะไรหรอก ดูตลอดเวลานี่ก็ไม่ได้อะไรหรอก ...จิตก็เท่าเก่าน่ะ กิเลสก็เท่าเก่า

แต่ว่าความเข้าไปให้ความสำคัญกับกิเลส หรืออาการทางจิตมันน้อยลง อันนั้นต่างหาก ไม่ใช่ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ แต่มันเข้าไปละความหมายมั่นในอาการได้

การเข้าไปละความให้ค่าในอาการนั้นๆ ในอาการทางกาย อาการของเวทนาทางกาย ในอาการของจิตในเวทนาทางจิต มันจะเข้าไปลดการให้ค่าในสิ่งที่ปรากฏ แต่ว่าอาการเขาก็ยังมีตามอาการ

การปฏิบัติธรรมนี่มันใกล้ตัวเราจนคนเรามองข้าม ...ไปมองไกลเกินไป ไปมองให้มันซับซ้อนเกินไป ไปมองให้กลายเป็นของวิจิตรพิสดารเกินไป ไปมองให้เป็นของที่ต้องห้ามเกินไป

เป็นการมองแบบเห็นว่าเป็นของเฉพาะกลุ่มเกินไป มองว่าธรรมเป็นเรื่องของบางคนบางท่านเท่านั้น เป็นของที่สูงเกินไป เป็นของที่คนเดินดินกินข้าวแกงจะสัมผัสไม่ถึง กลายเป็นของที่มัน untouchable ไปแล้ว


โยม –  รูปแบบด้วยรึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  รูปแบบ...แล้วก็ความเชื่อ การสร้างความเชื่อขึ้นมาด้วยการเคารพธรรมเกินไป เคารพรูปแบบของการเป็นธรรมเกินไป

มันเลยเกิดความที่เรียกว่าเป็นทิฏฐิต่างๆ นานา  ความเห็นต่างๆ นานา พวกนี้ ...เพราะความเห็นหรือว่าทิฏฐิต่างๆ นี่ มันจะเป็นตัวครอบงำความเป็นจริงทันที

ถ้าเราไม่ละความคิดความเห็น ความเชื่อเช่นนั้นออกแล้วนี่ เราจะไม่เห็นใจที่แท้จริงเลย เราจะไม่เห็นกระบวนการของใจที่แท้จริงเลย เราจะไม่เห็นกระบวนการกิเลสที่แท้จริงของเราเลย

ถ้าเราไม่คลายความเห็น ละความเห็นต่างๆ นานาที่มัน..ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไอ้นั่นก็ต้องอย่างงั้น ไอ้นั่นก็ต้องอย่างงี้ นี่ มันก็ถูกปกปิดห่อหุ้มด้วยความเห็นต่างๆ นานา

ถ้ายังละไม่ออก หรือว่าให้ค่ากับความเห็นความคิดเช่นนั้นแล้ว ...เราก็จะมัวเมากับความคิดความเห็นนั้นอยู่ตลอด กลายเป็นความหลงมัวเมา ยึดมั่นถือมั่น

ความมัวเมาเช่นนั้นมันก็มาปิดบังความเป็นจริงของใจ หรือว่าความเป็นธรรมชาติของใจ หรือความเป็นธรรมชาติของการที่มันจะแสดงอาการต่างๆ ออกมาตามความเป็นจริง

การสอนธรรม การเรียนรู้ธรรม ก็เลยถูกสอนด้วยการที่ปกปิดธรรม ดูเหมือนปกปิดธรรมกันอยู่ ...ยังไม่ถึงขั้นยังไม่ถึงเวลาก็ห้ามบอกห้ามสอน อะไรประมาณนั้น

ทั้งๆ ที่ว่าธรรมเขาก็แสดงอยู่ทนโท่ในปัจจุบัน กายเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไรในปัจจุบัน นี่ คือธรรมตามความเป็นจริง


โยม –  ก็คือคนสื่อเข้าไม่ถึงธรรมมากกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ การปฏิบัติธรรมคือการกลับมาเห็นความเป็นจริงของปัจจุบันกายใจ  จึงเห็นธรรมรู้ธรรมในปัจจุบันได้ ...ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติเพื่อหาธรรม หรือหนีธรรม

ส่วนมากมันหนีธรรม คือหนีทุกข์ แก้ทุกข์ ไม่ยอมรับทุกข์ ...เวลาทุกข์ใจก็หนีจังเลย บนบานศาลกล่าว หรือไปทำบุญสะเดาะเคราะห์อะไร เพื่อให้ทุกข์มันคลายโดยเร็ว มันหนีทุกข์กันอย่างนั้น

ไอ้หนีทุกข์ตรงนี้คือหนีธรรมแต่ถ้าเรายอมรับทุกข์ด้วยอารมณ์ปกติ ด้วยอาการปกติ หรือสงบสันติ ตรงนี้เราจะเห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วจะเห็นธรรมที่สูงขึ้นต่อไป

คือเห็นว่า ถ้าทนมัน ดูกับมันเฉยๆ ไม่ไปยุ่งอะไรกับมัน เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง แค่นั้นเอง เห็นมั้ย ปัญญาก็จะเริ่มพัฒนาขึ้น ยอมรับขึ้น

อายุขัยมันมีอยู่แล้ว มันถูกกลืนกินด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปช่วยกินมัน เราไม่ต้องไปช่วยทำลายมัน เราไม่ต้องไปทำให้อายุขัยมันสั้นลง หรือเราไม่ต้องไปต่ออายุขัยให้มัน

อายุขัยของเขา การตั้งอยู่ของเขา มันขึ้นหรือเนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ได้เนื่องด้วยเรา ไม่ได้เนื่องด้วยใคร ไม่ได้เนื่องด้วยความปรารถนา หรือไม่ปรารถนาของใคร ...แต่มันมีเหตุปัจจัยในตัวของมันเอง

เช่นตัวของเราจะตายเมื่อไหร่ มันมีปัจจัยของมันอยู่แล้ว อายุขัยของตัวกายของเรา ...มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แก้ไม่ได้ เรามีหน้าที่อย่างมากได้แค่ประคับประคองมันไป แค่นั้นเอง

จะให้มันดับตอนนี้ มันก็ไม่ดับ มันก็เหมือนกับอารมณ์ที่ปรากฏในจิตน่ะ จะให้มันดับตอนนี้ มันก็ไม่ดับให้หรอก ก็เหมือนกันน่ะ เหมือนกายนี่ ไม่อยากได้กาย อยากให้กายนี้ดับ มันก็ไม่ดับ

เพราะนั้นไม่ใช่ว่าดูแล้วต้องดับได้นะ มันดับหรือไม่ดับไม่ใช่เรื่องของเรา ...เพราะนั้นหน้าที่ของเรามีแค่รู้เฉยๆ กับสิ่งที่ปรากฏนั้นๆ แค่นั้นเอง ในเบื้องต้น

แต่ว่าเมื่อรู้ทันเห็นทันมากขึ้นแล้วในอาการที่ปัจจัยแรกที่มันจะขึ้นมา หรือรวมตัวในการเกิดสังขารจิต สังขารธรรมภายในขึ้นมา ...ตรงนั้นน่ะ ถึงเรียกว่าเข้าไปเห็นจุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้ายเป็นจุดเดียวกัน

ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่าเป็นอารมณ์  ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่าทุกข์  ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่าสุข  ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่ารูป  ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่านาม 

ณ ที่ตรงนั้นไม่เรียกว่าอะไรหรือไม่อะไรเลย  ณ ที่ตรงนั้นมันไม่มีทั้งรูปและนาม และมันก็ดับไปในที่อันเดียวกันนั้น ...ตรงนั้นต่างหาก ถึงจะดับในที่อันเดียวกัน

แต่ถ้าเรามาเห็นตอนที่มันเป็นรูปเป็นนามแล้ว มันก็เหมือนกับมันเป็นรูปแล้ว...ยังไม่ดับหรอก ถ้าจะดับรูปตรงนี้ โยมก็ต้องเห็นตั้งแต่มันเป็นอสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ ระหว่างนั้นน่ะ มันจะไม่มีรูปได้เลย ใช่มั้ย

แต่ถ้ารวมมาแล้วนี่...จะดับมัน ดับไม่ได้แล้ว เข้าใจมั้ย มันก็ดำเนินไปตามอายุขัยของมัน ตามเหตุปัจจัยของกรรมและวิบาก เหมือนกัน

เพราะนั้นการที่จะเห็นความดับไปของมันได้ ต้องเป็นสัมมาสติ หรือว่าเห็นขณะแรกที่เกิด หรือเห็นอาการแรกของการเกิดขึ้นมาของจิต หรือการผุดขึ้นของจิต 

ที่มันถูกสิ่งเร้า ทั้งภายนอกคือตาหูจมูก รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส โผฏฐัพพะ...พอมันเร้าปุ๊บ มันเกิดปฏิกิริยาตอบกลับแรก ...ตรงนั้นน่ะ ท่านเรียกว่าสัมมาสติ หรือมหาสติปัฏฐาน มันจะเกิดตรงนั้น

แล้วเป็นภาวะที่เกิดเอง ...ไม่มีการจงใจ ไม่มีการตั้งใจให้เกิด ไม่มีการตั้งใจให้ทำ ไม่มีการว่าระวัง คอยดูสังเกตเท่าทัน แล้วมันจะเกิด...ไม่ใช่ ...มันเกิดเอง ทันเองเลย


โยม –  จิตก็จะทันทันที

พระอาจารย์ –  ทันทันที ...ยังไม่ทันเป็นอะไร ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไร ยังไม่เรียกว่าเป็นอารมณ์ใด ยังไม่รู้เลย มันดับไปแล้ว อย่างนั้นน่ะ ...เพราะนั้นจุดเกิดกับจุดดับ ถ้าตรงนั้นก็เรียกว่าเป็นที่เดียวกัน


โยม –  ถ้าถึงภาวะนั้นแล้ว เบื่อไหมคะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็เหมือนเดิม ก็ยังเฉยๆ เห็นเรื่อยๆ เห็นหลายๆ ครั้ง เห็นหลายๆ ครั้ง


โยม –  แล้วมันจะเจริญไปกว่านี้ไหมคะ

พระอาจารย์ –  เจริญที่สุดก็แค่นี้ คือ...จุดนี้คือจุดตั้งต้นและก็จุดจบ ...แต่ว่าครั้งเดียวไม่พอ บ่อยๆ ซ้ำซาก ต้องเกิดอารมณ์อย่างนี้ซ้ำซาก

ปัญญาก็เกิดซ้ำซาก ญาณทัสสนะก็ต้องเห็นอย่างนี้ แล้วมันจะแจ้งขึ้น แจ้งขึ้นไปเอง ...เพราะในการเห็นอย่างนี้ มันจะเข้าไปทำลายถึงอาสวะภายใน ทำลายความเห็นผิดภายใน

เพราะอะไร ...เพราะมันเห็นความไม่คงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในขณะนั้น หรือว่าเห็นความเป็นอัตตาอุปาทานดับไป...ขณะแรกที่จิตจะเกิดน่ะ นั่นน่ะคืออัตตาอุปาทาน

ซึ่งมันรวมหมด คำว่าอัตตาอุปาทานนี่ คือรวมขันธ์ทั้งหมดที่เป็นอุปาทาน คือตัวตน ...แต่ไม่ใช่ตัวเรานะ คือตัวตนหนึ่ง การเกิดตัวตนครั้งแรก...จะดับ

เพราะนั้น ความเห็น ปัญญาที่เห็นการดับไปของอัตตาตัวแรก มันเข้าไปดับถึงอัตตาอุปาทานภายใน คืออาสวะเลย เข้าไปดับถึงขั้วที่มันหมักหมมอยู่ภายใน

แต่ว่ามันเป็นแค่ขณิกะ ...เห็นครั้งเดียวไม่พอ สัมมาสติครั้งแรกไม่พอ ก็ซ้ำซากอยู่ตรงนั้น ...แล้วก็ปัจจัยอะไรล่ะที่ทำให้เกิดสัมมาสติ คือการปกติรู้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้นี่ รู้แบบเฉยๆ เป็นกลาง

รู้แบบไม่เข้าไปข้องเกี่ยว รู้แบบไม่ไปเพิ่มไม่ไปลด รู้แบบไม่ไปห้าม รู้แบบไม่ไปประคอง ไม่ไปรักษา รู้แบบไม่เสียดาย รู้แบบไม่หวงแหน อย่างเนี้ย คือรู้เป็นกลางๆ ...นี่เรียกว่าเจริญมรรคอยู่


(ต่อแทร็ก 1/30  ช่วง 2)



วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 1/29 (4)


พระอาจารย์
1/29 (25530523A)
23 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 4)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/29  ช่วง 3

โยม –  ใช่ค่ะ แต่ก่อนไปเพราะอยาก

พระอาจารย์ –  ต่างกัน เห็นมั้ย ...มันเป็นด้วยความพอดี มันเป็นด้วยความสมดุล มันเป็นไปด้วยความไม่ได้เบียดเบียนตนและไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น

ทุกอย่างรวมลงอยู่ตรงนี้...ปรมัตถ์ที่ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีอะไร...แต่มันสมบูรณ์ มันพอดี มันเพียงพอ ...แล้วมันจบ เข้าใจมั้ย ถ้าอยู่ตรงนี้มันจบ มันรู้จักคำว่าพอ

การที่จะเข้าสู่ความหลุดพ้น เข้าสู่ปัญญาขั้นสูงสุดได้ ต้องเข้าด้วยปรมัตถบารมีเท่านั้น ด้วยการหยุด...หยุดการกระทำ ทั้งภายนอกและภายใน หยุดการจงใจ หยุดเจตนา หยุดความปรารถนา หยุดการปรารภ หยุดการตรึก

แม้แต่การตรึกในจิต แม้แต่ความคิดความเห็น ความปรุง ความเชื่อ ความไม่เชื่ออะไรก็ตาม...หยุดหมด ไม่ตามไปเลย  กลับมาตรงที่นี้ ตรง “นี้” ...เข้าใจคำว่า “นี้” ไหม อยู่ตรงนี้ ที่นี้ เป็นที่เดียวเท่านั้น


โยม –  ฟังพระอาจารย์เทศน์ จริงๆ นี่ มันไม่ยากเลย

พระอาจารย์ –  อือ


โยม –  แต่คนมันไป...

พระอาจารย์ –  มันเกินไป มันลึกซึ้งเกินไป มันซับซ้อนเกินไป


โยม –  ใช่ ยิ่งอ่านมา เรียนมาก่อนนี่

พระอาจารย์ –  มันคิดว่ามันรู้มาก แต่เราบอก..ยิ่งรู้ยิ่งโง่


โยม –  ใช่

พระอาจารย์ –  กับไม่รู้อะไร ...แต่นี่คือฉลาด หรือว่าฉลาดภายใน ฉลาดในการไม่รู้อะไร นั่นแหละคือความเป็นจริง


โยม –  ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาสอนกันไปอย่างนั้น

พระอาจารย์ –  ก็ต้องถามว่าคนสอนมันอยู่ในระดับไหนล่ะ เพราะว่าคนสอนก็มีหลายระดับ แล้วก็คนฟังก็พร้อมที่จะเชื่อด้วย ...เพราะมันอยากจะเชื่ออย่างนั้น

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติจริงๆ นี่ เบื้องต้นเลยนะ ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าต้องนั่งนานๆ เดินจงกรมมากๆ หรือต้องทำจิตยังไง

แต่ที่สำคัญจริงๆ คือ ต้องปรับความเห็นให้ตรงก่อน ต้องปรับให้เป็นสัมมาทิฏฐิก่อน ...ไอ้ที่เราเคยเชื่ออย่างไร ไอ้ที่คิดว่าต้องอย่างนั้น น่าจะอย่างนี้

นี่ จะต้องมาปรับให้ตรงก่อน ว่าเป้าหมายที่แท้จริงหรือหลักที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้อย่างแท้จริง ของอริยสัจที่แท้จริง เป้าหมายของการปฏิบัติที่แท้จริง ผลที่แท้จริงคืออะไร

และไอ้ที่เคยทำมาคือได้อะไร ไอ้ที่เคยเชื่อไว้ มันถูกหรือมันผิด มันตรงหรือไม่ตรง ...นี่ท่านไม่ได้เรียกว่าถูกหรือผิด ท่านเรียกว่ามันตรงหรือไม่ตรง

ตรงนั้นน่ะมาปรับใหม่ ต้องปรับความเห็นให้ตรงก่อนเป็นเบื้องต้น ...เมื่อเราตั้งความเห็นให้ตรงแล้วนี่ ง่ายขึ้นเลยนะ จะชัดเจนขึ้นเลยนะ จะเข้าใจบุคคลมากขึ้น


โยม –  เพราะว่าที่ผ่านมา มัน...เรียกว่าชกไม่ตรงเป้า

พระอาจารย์ –  อื้อ มั่วไปหมด มวยวัด ...ใครว่าดีก็ดี ใครว่าใช่ก็ใช่ ใครพูดแล้วน่าเชื่อถือก็เชื่อ


โยม –  ตอนนี้ก็ตรงเป้าขึ้นคือจิตพอมันวอกแวกขึ้นนิดหนึ่งเราก็จะรู้มันแล้ว

พระอาจารย์ –  เออ แค่นั้นน่ะพอแล้ว นั่นน่ะคือการงานอันชอบ หรือว่าสัมมาอาชีโว ...การงานชอบ คือการงานตรงนี้ การปฏิบัติอยู่แค่นี้เองนะ ทำอยู่แค่นี้เอง

คือเอาสติเข้าไปรู้ทันตรงนั้น แม้แต่ว่าจะออกไปไกลแล้วก็ตาม หรือว่าปรุงเป็นเรื่องเป็นราวสำเร็จแล้วก็ตาม ก็ให้รู้ทันกับตรงนั้นให้ได้


โยม –  พอเราฝึกที่จะดูนะคะ อย่างพอเราดูจิตนี่ ช่วงหลังมันจะไม่ออกไปข้างนอกแล้ว มันเป็นอย่างนั้นรึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  ก็ดีแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นล่ะ


โยม –  คือจากที่เราเคยคิดฟุ้งซ่านไปทั่ว เราไม่ค่อยคิดอะไรแล้ว มันเหมือนคนไม่ค่อยคิดอะไร

พระอาจารย์ –  เป็นคนคิดสั้น เป็นคนมีความคิดสั้น แล้วก็เห็นแก่ตัว...คือเห็นแต่ตัวเอง ไม่ค่อยเห็นตัวคนอื่น


โยม – (หัวเราะ) ใช่ค่ะ มันไม่ค่อยสนใจคนอื่น

พระอาจารย์ –  ถ้าภาษาคนอื่นเขาก็ว่า ไอ้นี่เห็นแก่ตัว ...ก็จริงน่ะ ก็เห็นแต่ตัวเอง ไม่ได้เห็นคนอื่น ...เออ นั่นแหละมันสั้นลง อาณาเขตแห่งความคิดจะสั้นลง น้อยลง หรือว่าแคบลงๆๆ


โยม –  มันก็รู้สึกเบาขึ้นน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  อะไรที่มันสั้น อะไรที่มันลัด อะไรที่มันไม่ยาวออกไป ...มันจะเกิดความเบา จางคลาย จนที่สุดมันจะเหลือที่ต่อนเดียว จุดเดียว คือจุดรู้ตรงนั้นน่ะ

ตรงนั้นน่ะถึงจะเรียกว่ากลับมาที่ต้นตอ หรือว่าต้นเหตุ หรือว่าเหตุที่แท้จริง หรือว่าศูนย์ ...ก่อนเป็นหนึ่งนี่คืออะไร


โยม –  ศูนย์ ..มันต้องตามหาศูนย์

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องตามหานะ อย่าตามหานะ อย่าหา อย่าไปตั้งเป้า...โลภ เห็นมั้ย ...ไม่ได้ดูด้วยความโลภ ไม่ได้ดูด้วยว่าดูเพื่ออะไร ได้อะไร  แต่ดูเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน


โยม –  ค่ะ ดูไปเรื่อยๆ

พระอาจารย์ –  แค่นั้นเอง แล้วใจจะสบายขึ้น การปฏิบัติก็จะง่ายขึ้น ...ไม่ใช่ว่าการปฏิบัติจะต้องไปอยู่ตรงไหน หรือต้องทำอะไร ต้องมาโกนหัวก่อนรึเปล่า ต้องห่มขาวก่อนรึเปล่า

ต้องอยู่คนเดียวก่อนรึเปล่า ต้องอยู่ในที่อันสงบรึเปล่า ...ไม่เกี่ยวแล้วนะ เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับการเป็นอยู่ภายนอกแล้วนะ ...รู้เมื่อไหร่คือเมื่อนั้น เป็นปัจจุบันทุกขณะไป อยู่กับปัจจุบัน

เพราะปัจจุบันมันจะสร้างได้ทุกขณะเลย ใช่ป่าว ...ไม่ต้องรอเวลาหรือจังหวะหรอก แค่รู้ตรงนั้น มันเป็นปัจจุบันขึ้นทันที ธรรมก็ปรากฏอยู่ตรงนั้นเลย

เพราะนั้นธรรมมันมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นปัจจุบัน ...อดีตอนาคตไม่เอา ข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่รู้ ไม่สน เคยทำอะไรผ่านมา จิตเป็นยังไง ไม่รู้ไม่สน

แต่เดี๋ยวนี้ กำลังนั่งอยู่นี่ สบาย-ไม่สบาย มีอะไร-ไม่มีอะไร พอใจ-ไม่พอใจ ...นี่คือของจริง นี่คือธรรมที่เป็นของจริง  แล้วปัจจุบันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปแล้ว

กายนี่ก็เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เห็นมั้ย ให้เห็นความเปลี่ยนของกายอยู่ในปัจจุบัน ให้เห็นอาการที่เปลี่ยนไปของจิตในปัจจุบัน

จิตมันก็จะสันทัดเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์ หรือความแปรปรวน หรือความไม่แน่นอนไปตลอดเวลาของการเห็นปัจจุบันๆ ไป

เห็นแต่ละปัจจุบันที่มันเปลี่ยนไป เห็นแต่ละปัจจุบันที่มันควบคุมไม่ได้ เห็นปัจจุบันที่มันไม่คงอยู่ เห็นปัจจุบันอาการที่เกิดขึ้นมันคืออาการบีบคั้น ตลอดเวลา

เพราะนั้นจิตก็จะเห็น เรียนรู้ไตรลักษณ์ด้วยปัจจุบันธรรมไปในตัว ...เพราะนั้น มันจึงเห็นปัจจุบันแล้วก็ละปัจจุบันไปในตัว 

ไม่ยึดปัจจุบันให้เที่ยง นะ ไม่ยึดปัจจุบันให้เที่ยงด้วยการประคับประคอง รักษา หน่วงเอาไว้ นั่น ...เวลานั่งสมาธินี่คือการหน่วงความสุขนะ หน่วงให้เกิดการหยุดคิดขึ้น นะ


โยม –  ใช่ เหมือนบังคับตัวเอง

พระอาจารย์ –  เหมือนทำจิตให้เที่ยง พยายามทำจิตให้เที่ยง พยายามทำจิตให้มันคงอยู่นะ ...มันสวนกับที่พระพุทธเจ้าสอนว่าจิตไม่เที่ยงรึเปล่า มันสวนกับที่จิตควบคุมไม่ได้รึเปล่า เห็นมั้ย

แต่เราพยายามกระทำขึ้นมา แล้วก็บอกว่าอันนี้ดี ต้องทำอย่างนี้ ถึงจะเกิดปัญญา ...นี่ ไปทำในสิ่งที่คัดค้านกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอกนะ

ท่านบอกว่าจิตเป็นไตรลักษณ์ จิตไม่เที่ยง จิตเป็นทุกข์ จิตควบคุมไม่ได้ จิตไม่ใช่ของเรา จิตไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา ...แต่มันพยายามทำกันแทบเป็นแทบตายเลยล่ะ


โยม –  ที่พระอาจารย์พูดถึงคือการเข้าองค์ฌานหรือคะ

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ เขาทำกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดน่ะ แล้วก็ยกย่องสรรเสริญว่าดีกัน แล้วก็พาให้คนติดดีกันเยอะๆ แล้วก็เข้าใจว่าการติดดีเยอะๆ จะไปสู่มรรคผลนิพพานได้

คือ มันก็ได้...แต่ต้องอ้อมเขาพระสุเมรุไปร้อยรอบ ถึงจะเห็นทางขึ้น


โยม –  คือทางตรงมีแต่ไม่เรียนกัน

พระอาจารย์ –  อือ แล้วยังมาตำหนิติเตียนว่า นี่ ไอ้ตรงอย่างนี้..ผิด ...แล้วก็มีคนยอมรับด้วยว่าผิด ด้วยความไม่ตั้งมั่นและหวั่นไหว เมื่อถูกกระทบด้วยคำพูดหรือเหตุผลต่างๆ นานา

พร้อมที่จะโง่ต่อไป ยินยอมที่จะโง่ต่อไป ยินยอมที่จะได้อะไรดีกว่านี้มากขึ้นต่อไป ...ทั้งๆ ที่ว่าการไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็นน่ะ นั่นน่ะคือเป้าหมายสูงสุด ของพุทธะ ของธัมมะ ของสังฆะ

ไม่ใช่ตั้งเป้าจะเอามรรคผลนิพพาน ไม่ใช่เอาขั้นเอาตอน เอาภูมิจิตภูมิธรรมอะไรๆ มา ...ก็มันไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งสุดท้ายอยู่แล้ว


(ต่อแทร็ก 1/30)





แทร็ก 1/29 (3)


พระอาจารย์
1/29 (25530523A)
23 พฤษภาคม 2553
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 1/29  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  นี่ปฏิบัติมานานรึยัง

โยม –  กระท่อนกระแท่นค่ะอาจารย์


พระอาจารย์ –  แล้วทำไมลมหายใจมันไม่กระท่อนกระแท่นล่ะ ทีลมหายใจยังไม่กระท่อนกระแท่นเลย

โยม – (หัวเราะ) มันชอบเผลอตัวเองเจ้าค่ะ


พระอาจารย์ –  เผลอก็รู้ว่าเผลอ ห้ามเผลอไม่ได้

โยม –  ค่ะ ที่ผ่านมามันหลงโลกไปมากค่ะ อยู่กับสิ่งรอบกายมากไปหน่อย ให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยไปหน่อย


พระอาจารย์ –  คน มนุษย์ ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้เรียนรู้ธรรม ของพระพุทธเจ้านี่ ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนกบเฝ้ากอบัว

กบที่มันนั่งอยู่บนใบบัวแล้วก็อยู่กับกอบัว แต่ไม่รู้คุณค่าของบัวหรอก มันก็กระโดดไปโน่นมานี่ ไม่เห็นคุณค่าว่าดอกบัวนี่คือความหมายของพุทธะ ดอกบัวนี่เขาเอาไปบูชาพุทธะได้

ดอกบัวนี่เป็นที่ต้องการของมนุษย์ที่เขาเห็นว่ามีสาระมีคุณค่า ...เหมือนกัน เราได้กายวาจาจิตของเรามาเป็นมนุษย์นี่ แล้วมาเป็นมนุษย์คนไทย แล้วมาเป็นมนุษย์คนไทยที่ยังนับถือศาสนาพุทธ

แล้วยังมาเป็นมนุษย์คนไทยนับถือศาสนาพุทธที่ยังมีพระสอนอยู่ ในการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความลัดตรงและถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าได้โดยตรง

ไม่ใช่เป็นคนที่ไปอยู่ในศาสนาไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้เป็นคนที่ไม่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพุทธะเลยก็เห็นมั้ย โอกาสของเรามีอยู่แล้ว พร้อมอยู่แล้ว

แต่เรากลับมามองเห็นตัวกายวาจาจิตของเราเหมือนแค่กบเฝ้ากอบัว ...ไม่กลับมาอยู่กับกาย ไม่กลับมาเห็นความสำคัญของกายปัจจุบัน จิตปัจจุบัน

ถ้าอยู่กับกายจิตปัจจุบัน จะเห็นคุณค่าของกายจิตปัจจุบันนี่ เพราะมันเป็นตัวที่...มรรคก็อยู่ตรงนี้ ปัญญาก็อยู่ตรงนี้ นิพพานก็อยู่ตรงนี้


โยม –  คือหลักธรรมทั้งหมด

พระอาจารย์ –  ก็อยู่ตรงนี้ เข้าใจมั้ย ...แต่เราไม่เห็นคุณค่า


โยม –  แต่ก่อนเราไปแสวงหาข้างนอกไงคะ

พระอาจารย์ –  แม้แต่การปฏิบัติธรรมก็ยังไปหาตรงนู้น ไปเอาธรรมจากครูบาอาจารย์ ...ทิ้งตรงนี้ เหมือนกับกบเฝ้ากอบัว


โยม –  ไปเอาหลักนู้นหลักนี้

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าเราหยุดหา หยุดทำ หยุดแสวงหา และกลับมาอยู่ตรงนี้ มรรคก็อยู่ตรงนี้แล้ว ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ...กายปัจจุบันกับจิตปัจจุบัน

แต่เวลากลับมาอยู่ตรงนี้ แรกๆ ก็อาจจะขัดขืนหน่อยนะ ...มันไม่ม่วน มันไม่สนุก มันไม่มัน


โยม –  ค่ะ มันคุ้นเคย

พระอาจารย์ –  มันไม่เพลิดเพลินเท่าไหร่ มันเฉยๆ


โยม –  ตอนเริ่มมันยากอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ

พระอาจารย์ –  เพราะมันคุ้นเคยเพลิดเพลินกับอารมณ์ที่น่าใคร่ สนุกในการคุย เมามัน  สนุกในการที่ได้ไปทำอะไรแล้วเพลิดเพลินในการกระทำนั้นๆ มันคุ้นเคยกับอาการนั้น

พอหยุดทำ ไม่ไปทำ มาอยู่กับที่เห็นกายเห็นจิตซื่อๆ ทื่อๆ บื้อๆ ..."เบื่อว่ะ เซ็ง ...อยากได้อะไรที่ดีกว่านี้ หรือเห็นอะไรที่มันเจริญหูเจริญตากว่านี้" 

เนี่ย เหมือนกบเฝ้ากอบัวไหม ...คอยแต่จะหนีกายหนีจิตอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นคุณค่าของกายและจิตปัจจุบัน 

นี่แหละคือก้อนธาตุก้อนธรรม ต้นธาตุต้นธรรม อยู่ที่นี้ ...กลับประเมินค่ามันต่ำ กลับประเมินสภาวะที่เป็นกลาง เป็นปกติ เป็นธรรมดานี้ต่ำ เหมือนมองข้ามออกไป


โยม –  ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

พระอาจารย์ –  เหมือนไก่เห็นพลอย


โยม –  ค่ะ นึกว่าเพชรอยู่ข้างนอก

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น มีบางคำพูดที่เรียกว่า...ธรรมะ...นี่ อยู่ใกล้ ใกล้จนมองข้ามไป


โยม –  พระอาจารย์คะ อย่างเมื่อกี้ที่พระอาจารย์พูดไปนี่ การอยู่กับตัวเองแล้วก็เจริญมรรคกับตัวเองนี่ 

ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยอยู่...อย่างเมื่อกี้พระอาจารย์บอกว่าแต่ก่อนเราไปแสวงหาข้างนอก ยกตัวอย่างเช่น เราพาตัวเองออกไปหาบุญ แสวงทำบุญตรงโน้นตรงนี้

เสร็จแล้วชีวิตพอตอนนี้มาอยู่กับตัวเอง มาเจริญมรรคกับตัวเอง ถามว่า อานิสงส์ที่ได้...คือมันเหมือนกับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยนะคะ เราเคยไปวัด เราไปทำบุญกับพระสงฆ์อย่างนี้...กับการที่ไม่ทำอะไรเลยอยู่กับตัวเองอย่างนี้

พระอาจารย์ –  กลัวจะไม่ได้อะไร


โยม –  ค่ะ อยากได้คำตอบ

พระอาจารย์ –  กลัวจน


โยม –  กลัวจนบุญ

พระอาจารย์ –  โลภนะนี่ ...เห็นมั้ยว่าจิตโลภ


โยม –  (หัวเราะ) ใช่ค่ะ

พระอาจารย์ –  บารมีนี่ มีอยู่ ๓ ขั้น...นี่ ขั้นต้น ขั้นกลางเรียกว่าอุปบารมี... ทานขั้นต้น แล้วก็ทานขั้นอุปบารมี แล้วก็แม้แต่ทานก็ยังมีขั้นปรมัตถบารมี

ขั้นต้นก็เหมือนกับทั่วไป..ทำบุญ ...ถ้าอุปบารมีก็หมายถึง เอาตัวเข้ามาบำเพ็ญ


โยม –  อ๋อ อย่างที่ไปปฏิบัติธรรมกัน

พระอาจารย์ –  ปรมัตถ์ก็คือไม่ทำอะไรเลย ไม่หวังผลอะไรเลย


โยม –  อ๋อ โยมเห็นหมดค่ะ แต่โยมไม่เข้าใจว่าอันนี้คืออะไร

พระอาจารย์ –  ไม่เอาอะไรเลย แล้วไม่ได้อะไรเลย


โยม –  นี่เรียกว่าทานขั้นสูงสุด

พระอาจารย์ –  ถูกต้อง ...เพราะนั้นอานิสงส์เห็นผลทันตา


โยม –  โยมก็รู้สึกอยู่กับตัวเองแล้วมันเป็นอย่างนั้น ก็เลยคิดว่ามันผิดรึเปล่า

พระอาจารย์ –  การที่ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร นั่นคือผลที่ได้รับในปัจจุบันทันตาเห็น นั่นล่ะคือปรมัตถบารมี


โยม –  จากที่เราไปอยู่ข้างนอก ไปแสวงบุญข้างนอก มันเหมือนกับน้ำที่มันไม่รู้จักเต็ม

พระอาจารย์ –  แน่นอน มีล้านหนึ่ง แจก มันก็มารับหมดล้าน มีสิบล้านแจก มันก็มารับหมดสิบล้าน มีร้อยล้านแจก ร้อยล้านก็หมดไป มีเท่าไหร่แจกก็ไม่พอ ทานเท่าไหร่ไม่มีคำว่าเต็ม


โยม –  ใช่ ก็รู้สึกอย่างนั้น

พระอาจารย์ –  อานิสงส์ก็ได้ ไม่ใช่ไม่ได้  แต่มันไม่รู้จักพอ...ด้วยความโลภ


โยม –  โยมรู้สึกว่าสภาพทางจิตมันไม่เหมือนกัน

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นปรมัตถ์คือหยุดการกระทำ กลับมาอยู่ตรงนี้ในปัจจุบันธรรม ...บารมีทั้งสิบรวมลงอยู่เป็นปรมัตถ์ในที่อันเดียว


โยม –  เหมือนที่พระอาจารย์เทศน์ไปเมื่อกี้

พระอาจารย์ –  อือ กลับมาสู่ความโง่ ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไร แล้วแต่ว่ามันจะเป็นไปอย่างไร ...แล้วผลก็จะเกิดในปัจจุบันคือความปล่อยวาง มรรคผลก็จะปรากฏในปัจจุบันทันที

แต่ถ้ายังใช้ขั้นอุปบารมี หรือทำเพื่อให้ได้อะไรมา ก็เหมือนข้าวคอยฝน แล้วก็ติด ...การทำบุญ การปฏิบัติน่ะ เหมือนการติดสินบน ใช่มั้ย เหมือนการติดสินบน คอรัปชั่นน่ะ

ทำบุญสิบบาท จบอธิษฐานทีครึ่งชั่วโมง (โยมหัวเราะ) เอาโว้ย ชาติหน้ารวยๆๆ ทั้งที่มันสิบบาทนะนี่ มันเกินไปไหม เข้าใจมั้ย แล้วก็เอาไอ้บุญอย่างนี้ตั้งความหวังไว้เลิศหรู เลื่อนลอยเพ้อฝัน


โยม –  แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไปวัดด้วยหวังอานิสงส์อย่างนี้

พระอาจารย์ –  ธรรมดา เป็นธรรมดา ...แม้แต่ของคนมีปัญญาก็มีระดับขั้นต่างกันไป แล้วมันก็มักจะมาตำหนิไอ้พวกอย่างนี้ด้วยซ้ำ ว่าปฏิบัติยังไงไม่รู้จักสร้างบารมี 

ไม่รู้จักทำนั่นทำนี่ เข้าวัดเข้าวาก็ไม่ค่อยเข้า หรืออะไรก็ตาม ว่ากันไป เห็นมั้ย การกระทำพวกนี้มันสร้างสมอะไรรู้ไหม ...สร้างสมความโลภ สร้างสมมานะ สร้างสมความว่ากูเหนือกว่า


โยม –  ยิ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิเข้าไปใหญ่

พระอาจารย์ –  พระพุทธเจ้าไม่เคยแนะนำให้ทำอย่างนั้นเลย แต่ว่าการบอกการสอน มันเปลี่ยนแปลง มันถูกปฏิรูปไปในลักษณะที่อะไรก็เฉออกจากหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือว่าผลที่ได้รับในปัจจุบัน

แต่ในขณะที่เราทำปรมัตถบารมี เราไม่ได้ปฏิเสธการให้ทานเบื้องต้น น่ะ คือมีเหตุให้ทำก็ทำ ...ไม่ใช่เพราะอยากหรือไม่อยาก


(ต่อแทร็ก 1/29  ช่วง 4)